
คมเคียว คมปากกา - เขาเหล่านั้น คือชาวนา
เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ 18 มกราคม 2554 ขึ้น 14 ค่ำ เดือนยี่ ปีขาล (ยังไม่ถึงปีเถาะ)
“สบตาเก่า สู้หน้าแก่ แลยิ่งแล แท้หรือฝัน?
เขาทั้งหลาย คือใครกัน? เขาเหล่านั้น คือชาวนา!
คือชาวนา คือชาวไหน? คือชาวใด เพ่งใบหน้า?
แต่ละคน หม่นใจมา กร้านเกรียมฟ้า กล้ากรำดิน
ยิ้มเหงื่อเยิ้ม แย้มเลือดหยาด หลอมทุกธาตุ จากท้องถิ่น
น้ำใจรด น้ำนมริน ปั้นคนศิลป์ ถิ่นคนกรรม
คิ้วโค้งเคียว ผมรวงข้าว หนวดผักร้าว ผ่าวผิวร่ำ
หน้ายับย่น ผลยากย้ำ ขีดเส้นธรรม แผนที่ไทย
แผนที่ทุกข์ แผนที่ประเทศ แผนที่เกษตร แผนที่กษัย
อกชาวนา ผ่าข้างใน แผนที่ใด ใคร่ผ่าดู?”
ร่วมสิบกว่าปีแล้ว ผมแต่งกลอนชุดหนึ่งไว้จำนวน 30 บท เป็นกลอนหก ที่ฉีกคำวางจังหวะให้อ่านเหมือนกาพย์ยานี ขอนำมาลงอ่านเพียงช่วงเกริ่นนำ ถ้าอยากอ่านทั้งหมด คงต้องรอสักหน่อย ผมกำลังรวมเล่มอยู่ครับ ในชุด “ณ ที่ซึ่งแม่โพสพเคยสถิต” โดย แพรวสำนักพิมพ์ (แอบโฆษณาเสียเลย)
ผมเป็นลูกชาวนา ที่จังหวะโอกาสในชีวิตไม่ได้ทำนาอีกต่อไป ได้มาเรียกตัวเองเสียใหม่ว่า “คนทำนาบนนากระดาษ” แต่พ่อแม่พี่น้องยังคงเป็นชาวนา ยังคงทำนา ยังคงทำงานหนัก ยังคงยากจน ชีวิตชาวนาในยุคสมัยนี้ ยิ่งลำบากยากเข็ญและเสี่ยง ทั้งเรื่องดินฟ้าลมฝน และเรื่องราคาข้าว
อย่างไรก็เถอะ ชาวนาที่ยังทำนาอยู่ก็ใช่จะไม่มีความปกติสุขเอาเสียเลย เขายังพอกินพออยู่พอสุขระดับหนึ่ง เพียงแต่ไม่สะดวกสบายเท่ากับคนใช้เงินซื้อข้าวกินเท่านั้นเอง เรื่องอย่างนี้ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร จะให้ทุกคนไปทำนาปลูกข้าวกินเองคงไม่ได้ แต่ถ้าเราช่วยกันทำความเข้าใจ ทำงานมีเงินซื้อข้าวกินเองก็จริง หากสำนึกสักหน่อยว่าข้าวจากนาปลาจากน้ำที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยนั้นมันมีที่มาที่ไป ก็คงจะดีไม่น้อย อย่างน้อยก็น่าจะช่วยลดสำนึกเหยียดหยาม หรือการเอารัดเอาเปรียบชาวไร่ชาวนา
สำหรับผม การที่เปลี่ยนระดับชีวิตตัวเองจากชนชั้นล่าง มาเป็นชนชั้นกลางระดับล่างๆ ในสถานะชีวิตแล้วก็ย่อมได้เปรียบ เพียงแต่ผมถือว่า “คนเราถึงแม้ได้เปรียบ ก็ไม่ควรเอาเปรียบผู้ด้อยเปรียบ” การได้เปรียบ หรือด้อยเปรียบ เป็นเรื่องปกติทั่วไป ขออย่าเอาเปรียบกันก็แล้วกัน เหมือนคนตัวใหญ่กับคนตัวเล็ก ตัวใหญ่ย่อมได้เปรียบ คนตัวเล็กย่อมด้อยเปรียบ แต่ถ้าคนตัวใหญ่ไม่ไล่เตะคนตัวเล็กก็คงไม่เป็นไร หรือถ้าคนตัวเล็กไปรวมพวกเป็นสิบมาทำร้ายคนตัวใหญ่คนเดียว อะไรแบบนั้นก็เอาเปรียบกันเหมือนกัน
หรือเหมือนลูกชาวนาสักคนหนึ่ง พ่อแม่ตัดใจขายนาขายควายส่งให้เรียนหนังสือ เรียนจบออกมาได้เป็นครู ความเป็นครูย่อมเลื่อนสถานะทางชนชั้นของเขาขึ้นโดยธรรมชาติ กลับบ้านกลับช่องคนเฒ่าคนแก่ก็อาจมาแสดงความเคารพนับถือ เป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปของคน เพียงแต่ว่าครูอย่าลืมตัว ครูอย่าเอาเปรียบ ครูอย่าเบียดเบียน ครูอย่าใช้ตำแหน่งไปข่มเอาของชาวบ้านเขา อะไรทำนองนั้น ผมเห็นลูกชาวนาที่ไปเป็นครูบาอาจารย์หรือเป็นคนมีหน้ามีตาในที่อื่น เวลากลับบ้านนอกบ้านนา เขาก็เคารพกราบไหว้คนเฒ่าคนแก่เหมือนเดิม ผมจึงไม่ค่อยเห็นด้วยกับการปลุกระดมเรื่องชนชั้นเกินกว่าเหตุ ระหว่างชนชั้นรากหญ้ากับชนชั้นอื่นๆ จริงอยู่ มีการเอารัดเอาเปรียบอยู่จริงในหลายกลุ่มคนและเงื่อนไข แต่มิใช่ทั้งหมด มันอยู่ที่จิตสำนึก จะว่าไปแล้ว แม้แต่ในกลุ่มชนชั้นล่างด้วยกัน ก็มีแบ่งระดับชั้น และเอาเปรียบกันเอง ชนชั้นอื่นๆ ที่มีจิตสำนึกเข้าใจข้าวเข้าใจปลา ไม่เอารัดเอาเปรียบชาวนาชาวประมง ก็คงมีอยู่ไม่น้อย
บางวัน ผมกับครอบครัวขับรถยนต์ผ่านบ้านเกิด แวะเยี่ยมพ่อแม่พี่น้อง ได้ข้าวสารมากระสอบสองกระสอบ เป็น “ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลา” รู้สึกภูมิอกภูมิใจที่รากเหง้าตัวเองยังดำรงอยู่ หุงกินก็หอมอร่อย เพื่อนมาเยี่ยมบ้านก็ตักแบ่งเป็นของฝาก เพื่อนๆ ต่างร่วมภูมิใจ และรู้สึกรักทุ่งกุลาบ้านเกิดของผมด้วย
ถ้าเป็นสมัยนั่งรถ บขส. หรือรถไฟเข้ากรุงเทพฯ ผมไม่มีโอกาสแบบนี้แน่นอน เพราะไม่อาจแบกถุงปุ๋ยใส่ข้าวสารได้ ทว่า...หลายครั้งในช่วงเทศกาลปีใหม่หรือสงกรานต์ ผมนั่งดูภาพข่าวผู้คนกลับจากบ้านทะลักเข้าหมอชิต เห็นชายฉกรรจ์หลายคนแบกถุงข้าวสารเดินข้างๆ ลูกเมียเข้าเมืองหลวง...น้ำตาผมซึม...
ผมเคยแต่งกลอนเรื่อง “คนแบกข้าว” เพราะเห็นภาพนี้...ลูกหลานชาวนา แม้ไม่ทำนาแล้ว แต่...
"ไพวรินทร์ ขาวงาม "



