
น่าผิดหวังและเกินความคาดหวัง แห่งปี 2553
เป็นประจำทุกปีครับ ที่คอลัมน์ หนังจอกว้าง ฉบับเปิดศักราชใหม่จะเท้าความย้อนกลับไปรำลึกถึงหนังดีประจำปีที่ผ่านมา เป็นหนังดีที่ถูกลืมบ้าง หนังดีที่น่าจดจำบ้าง แต่ไม่เคยเขียนถึงหนังแย่ๆ ที่แค่คิดถึงก็อยากจะลืมไปในบัดดล หรือหนังห่วยๆ ที่ช่วยให้นึกถึงเรื่องอื
ในขณะเดียวกัน ก็มีหนังที่ผิดความคาดหมาย ถูกปรามาสตราหน้าเอาไว้ตั้งแต่ยังไม่ย่างเท้าก้าวเข้าโรงว่า หนังเหล่านั้นคงหนีไม่พ้นอีหรอบเดิมๆ แน่ๆ อาทิ นักแสดงหน้าเดิมๆ พล็อตเดิมๆ ตัวละครมีคาแร็กเตอร์แบนๆ เหมือนเดิม แต่เมื่อดูจบ กลับกลายเป็นว่าหนังเหล่านั้นเต็มไปด้วยสีสันความมีชีวิตชีวา แฝงแง่มุมใหม่ๆ น่าสนใจให้ได้ค้นหา มีหนังเรื่องอะไรบ้าง เชิญทัศนากันได้เลยครับ
4 หนังน่าผิดหวังแห่งปี 53
1.Shock Labyrint 3D : ไม่น่าเชื่อว่า นี่คือผลงานของยอดผู้กำกับอย่าง ฮิเดโอะ นากาตะ เจ้าหนังสยองขวัญอันลือลั่นเรื่อง The Ring (Original Version) และ The Grudge (Ju-On เวอร์ชั่นฮอลลีวู้ด) นากาตะฝีมือตกลงมาก เมื่อเทียบกับผลงานเก่าๆ ของเขา และการทำเป็นหนังสามมิติ ก็ไม่ได้ช่วยเพิ่มความน่ากลัวให้แก่หนังแต่อย่างใด เพราะตลอดเวลาเกือบสองชั่วโมงหนังเดินเรื่องด้วยความอืดอาด เชื่องช้าน่าเบื่อ เรื่องราววนไปเวียนมาน่ารำคาญ และเต็มไปด้วยความงุนงงสงสัย ตกลงว่าเพื่อนรักที่กลับมาเป็นผีหรือคน และเหตุผลที่เธอกลับมาแก้แค้นเพียงเพราะถูกทิ้งให้อยู่บ้านผีสิงโดยไม่ตั้งใจ หรือความเฮี้ยนแต่โบร่ำโบราณของสถานที่แห่งนั้นกันแน่ ...แต่เอ... แน่ใจหรือว่า? เด็กๆ เข้าไปเล่นในสวนสนุกที่ดัดแปลงจากโรงพยาบาลร้าง และความเป็นจริง! ใครหน้าไหนจะกล้าทำโรงพยาบาลให้เป็นสวนสนุกได้
2.น้ำตาลแดง 1 : ต้องขอบอกว่า ผิดหวังอย่างแรงครับ กับหนังที่ประกาศตัวเองว่า เป็นหนังอีโรติก ที่เต็มไปด้วยแง่มุมทางศิลปะ เพราะเอาเข้าจริง ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ก็ไม่เห็นว่าหนังจะสะท้อนศิลปะใดใดออกมา นอกจากเชื้อชวน ยั่วยวน ให้ตัวละครมา ‘เมคเลิฟ’ กันเถอะ บางคู่ก็ยับยั้งชั่งใจได้ (แหม… ช่างใจแข็งเสียนี่กระไร) บางคู่เลยสนุกจนเกือบเลยเถิด บางคู่ปล่อยให้ความปรารถนาคุกรุ่นอยู่แค่ความรู้สึกและอารมณ์ภายใน ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องบอกว่า ความเป็น ‘มือใหม่’ ของผู้กำกับ ไม่อาจบังคับควบคุมทิศทางของหนังให้สมบูรณ์กว่าที่เป็น สิ่งที่ดีที่สุดมีเพียงการแสดงของ ‘อุ้ม’ ลักขณา และนักแสดงหญิงหน้าใหม่บางคนเท่านั้น ที่เหลือต้องบอกว่ายัง ‘สอบไม่ผ่าน’
3.น้ำตาลแดง 2 : ไร้การแก้ตัวเมื่อมาถึงภาคที่สอง (อาจเพราะหนังถ่ายทำพร้อมกัน และตัดต่อแบ่งออกเป็นสองภาค) หนังก็ไม่ได้มีพัฒนาการใดๆ ขึ้นมาจากภาคแรก ซ้ำร้ายยังล้มเหลวสำหรับการเข้าถึงคนดูส่วนใหญ่ เพราะผู้กำกับมุ่งที่จะสะท้อนความคิดเห็นส่วนตัว (ซึ่งอาจจะเข้าใจเองคนเดียว) ตัวหนังยังเป๋ไปเป๋มา สับสนกับวิธีคิด และมุมมองในการเล่าเรื่องของตัวเอง น้ำตาลแดง ภาคนี้ ไม่มีอะไรน่าจดจำ และไม่มีความโดดเด่นใดๆ หลงเหลือให้ชื่นชมเลยแม้แต่น้อย
4.My Soul to Take : คุณลุง เวส คราเวน เดินทางมาถึงจุดตกต่ำในชีวิตผู้กำกับกับหนังเรื่องนี้ก็ว่าได้ครับ หนังสยองขวัญเรื่องนี้ เลอะเทอะถึงขั้นออกทะเลไปเลยด้วยซ้ำ หนังเปิดเรื่องด้วยการรำลึกถึงฆาตกรต่อเนื่องของนักศึกษากลุ่มหนึ่ง ตามด้วยเหตุฆาตกรรมสยองขวัญ (น่าแปลกทั้งๆที่แต่ละคนตายด้วยวิธีโหดๆ แต่ทั้งเมืองกลับเงียบกริบไม่มีข่าวคราว) ก่อนจะพยายามหาทางลงด้วยการบ่งชี้ว่าเป็นฝีมือตัวละครโรคจิต ที่อาจสืบทอดสายเลือดกันมา (เอ้า! เล่นพล็อตซับซ้อนให้งงกันเข้าไป)
มาดูหนังที่เกินความคาดหวังในปี 2553 กันบ้างครับ
1.Little Big Soldier : หนังของเฉินหลงที่ได้นักร้อง-นักแสดงไต้หวัน มาประชันบทบาทกันครั้งแรก เรื่องราวที่ว่าด้วยพลทหารแตกทัพ ที่ไปจับกุมตัวเอาแม่ทัพฝ่ายตรงข้ามเพื่อหวังนำไปแลกเปลี่ยนเป็นทรัพย์สิน และพ้นจากสภาพทหารไม่ต้องร่วมสู้รบอีกต่อไป หนังมาในแนวทางบู๊-ตลกตามแนวถนัดของเฉินหลง ก่อนจะหันกลับมาวิพากษ์ความโหดร้ายของสงครามอย่างจริงจังด้วยแนวทางของหนังดราม่าและจบลงด้วยความสะเทือนใจ ถือเป็นงานที่น่าจดจำอีกเรื่องของราชานักบู๊คนนี้
2.ที่รัก : ว่ากันว่า ‘ของแสลง’ อย่างหนึ่งในการดู ‘หนังนอกกระแส’ ‘หนังทางเลือก’ ‘หนังอินดี้’ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่คนจะเรียกหนังซึ่งไม่ผ่านระบบการจัดจำหน่ายของค่ายหนังใหญ่ๆ ในบ้านเรา คือการพยายามอดทน ติดตามหนังให้ได้ภายใน 45 นาทีแรก หลังจากนั้นแล้ว ถ้าใครยังไม่รู้สึกมีอารมณ์ร่วมใดๆ กับหนังก็เดินออก หรือบางคนอาจจะสนุกกับการเฝ้ามอง สังเกตการณ์ หรือซึมซับบรรยากาศ มากกว่าแค่ติดตามว่าเรื่องราวในหนังจะเป็นอย่างไรต่อไป
แต่สำหรับ “ที่รัก” หนังที่เปิดฉายแค่สามรอบในเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ เรื่องนี้ เป็นมากกว่านั้น(สำหรับตัวผม) หนังเปิดเรื่อง 20 นาทีแรก ด้วยการจับภาพไกลๆ ของทุ่งนาแล้งๆ มีเพียงตอข้าวเหลืองแห้ง ลมพัดเอาฝุ่นปลิวมาเป็นระยะๆ เห็นมอเตอร์ไซค์วิ่งผ่านไปมา ไม่มีตัวละครใดๆ ปรากฏให้เห็น และไม่มีบทสนทนาใดๆ เล็ดลอดออกมาแม้สักประโยค แต่หลังจากนั้นหนังก็โชว์ศักยภาพของการเล่าเรื่องด้วยการก้าวข้ามผ่านข้อจำกัดของเวลา ถ่ายทอดความรักของหนุ่มสาวที่เกิดขึ้นท่ามกลางชนบทบ้านนา (ทั้งคู่ ทำงานในเมืองแต่มาใช้เวลาด้วยกันในช่วงวันหยุด) ก่อนจะลำดับเรื่องราวให้เห็นถึงการพลัดพราก จากลา และชีวิตที่ต้องดำเนินต่อไปของอีกฝ่ายหนึ่ง ความยอดเยี่ยมของหนังนอกจากใช้การลำดับเวลาผ่านเรื่องราวที่กำลังดำเนินไป โดยแทบไม่ใช้เทคนิคตัดต่อแล้ว บรรยากาศของต่างจังหวัดที่มาจากงานกำกับภาพ รวมถึงใช้เสียงประกอบก็ช่วยขับเน้นให้คนดูตกอยู่ในห้วงแห่งความรักของหนุ่มสาวทั้งสองที่รายล้อมอบอวลด้วยบรรยากาศท้องทุ่งได้อย่างน่าอัศจรรย์
ทั้งหมดนี้ คืองานที่น่าผิดหวังและบางเรื่องก็น่าติดตามด้วยความหวังต่อไป ในปี 2554
"ณัฐพงษ์ โอฆะพนม "



