
มีเทรนด์อะไรน่าจับตา ในแรงกระเพื่อมของหนังปีเถาะ
ปริมาณของหนังแถวๆ 350 เรื่องทั้งงานในกระแสและนอกกระแส ฉายเป็นทางการและไม่เป็นทางการนั้น กำลังจะสะท้อนภาพอย่างหนึ่งว่า ปีนี้ วัฒนธรรมภาพยนตร์ จะมี element ที่แตกละเอียดแยกย่อยออกไปอย่างมากที่สุด
ไม่ต้องดูอะไรมาก แค่ค่ายหนังบางค่ายออกข่าวว่า จะมีทุนให้ทำหนังไทยบางเรื่องแค่ 1 ล้านบาทก็มันส์แล้ว ถ้าอยากมันส์ต่อ เราก็คงเห็นการทำสงครามกันต่อระหว่างหนังถูกแบนกับกองเซ็นเซอร์ ซึ่งเป็นเหมือน “งานประจำปี” ที่ขาดไม่ได้ และไม่เคยขาดอย่างไรก็ตาม เมื่อได้คลุกคลีกับพื้นที่ของหนัง อยากให้ลองจับตาดูเทรนด์เล็กๆ ที่ค่อยๆ กระเพื่อมในปี 2554 เหล่านี้ดู
1. หนังไทยเกี่ยวกับ “อาหารการกิน”ไม่ต้องไปสนใจหรอกว่า หนังไทยที่ว่านี้จะเดินตามรอยอะไรเกี่ยวกับ “แดจังกึม” บ้าง เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว วัฒนธรรมอาหารการกินของเรา โดดเด่นกว่าเกาหลีเสียอีก เพียงแต่ว่าเราขายของไม่เป็นแบบเขา ซึ่งเก่งและเนียนมากปีนี้จะมีหนังไทยเกี่ยวกับอาหารและการกินอย่างน้อย 4 เรื่อง มีทั้งมาจากค่ายใหญ่และทุนนอกกระแส ไม่ต้องถามว่า เรื่องไหนดี และไม่มีใครลอกใครหรอก ทุกท่านที่ทำต่างคิดว่ามันถึงเวลาที่จะหา content ใหม่ๆ ที่น่าสนใจมานำเสนอดู
2. การโถมตัวของ “หนังอินดี้”ได้ยินข่าวที่ว่าเทคโนโลยีอุปกรณ์ค่ายต่างๆ เตรียมออกรุ่นที่ถ่ายหนังได้ในราคาแค่
5 หมื่นถึง 1 แสนบาทใช่ไหม พอมีค่ายหนึ่งทำสำเร็จ ก็มีอีกหลายค่ายจะออกตาม ข้อดีของมันมีมากคือ นอกจากจะเป็น HD คมชัดแล้ว มันยังทำให้คนทำหนังง่ายขึ้น ไม่ต้องหมดตัวกับโปรดักชั่นหลายสิบล้านบาท ปีที่ผ่านมา มีหนังอินดี้ไทยมากขึ้นหลังจากตกๆ ไปบ้าง และปี 2554 นี้ เชื่อเถอะว่า ปริมาณในการทำของมันจะมากขึ้น เพราะพวกเขารู้แล้วว่า จะ “เข้าหา” กระบวนการอย่างไร จากคนรุ่นก่อนที่ถางทางไว้ให้เห็นบ้าง
3.การพีอาร์หนังผ่าน social media การโกยรายได้ของหนังเกรดบีหลายเรื่องของหนังปีเสือดุที่ผ่านไปนั้น เมื่อลองมองย้อนดู เกิดจากการรู้จักใช้กระแสจากการทวิตเตอร์และเฟสบุ๊คเป็นหลัก นี่คือ the power of social network เนื่องเพราะไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้ ไม่ได้รออ่านอะไรจากทางเว็บเหมือนแต่ก่อนแล้ว พวกเขาสามารถทวิตถามคนที่อยู่ในโรงและรู้เลย
ฉะนั้น หนังหลายเรื่องของปีกระต่าย จึงมีค่ายหนังหลายค่ายในเมืองนอก บอกให้พีอาร์รู้จักส่งข่าวและใช้สื่อผ่านศักยภาพของ social media หลายๆ ทาง ซึ่งนอกจากประหยัดแล้ว ยังสามารถเป็น interactive entertainment ได้ในอีกทางหนึ่ง ซึ่งนอกจากประหยัดแล้ว ยังสามารถเป็น interactive entertainment ได้ในอีกทางหนึ่ง
4.หนังของ “ผู้ใหญ่” สูญพันธุ์ในยุค 80-90 นั้น หนังอย่าง the bridges of Madison county หรือ dogville ยังคงหาดูได้แทบจะทุกสัปดาห์ แต่หลังจากโลกผ่านพ้นหมุนกลิ้งมาถึงปี 2011 นั้น หนังแบบนี้ แทบจะสูญพันธุ์ไปหมด ยิ่งการได้เงินที่น้อยของ it’s complicated หรือหนังน่ารักอย่าง “จูลีย์ แอนด์ จูเลีย” มันทำให้นักธุรกิจหนังกลับมานั่งคิดว่า ทำหนังทุ่มทุน แต่มี แมสเป็นฐานในการดู ดีกว่าทำหนังปานกลางที่ผู้ชมเฉพาะด้าน น่าจะดีกว่าการตายลงของ eat pray love ที่ได้เงินเพียง 2-3 ล้านหรือ the social network ที่ได้เงินแค่ 10 กว่าล้านบาทในบ้านเรา ทั้งที่คว้ารางวัลทั่วโลกนั้น บอกอะไรเกี่ยวกับคนดูในสังคมไทยได้ดี
5. การกลับมาอีกของ”หนังกลางแปลง”แม้ว่าปีที่ผ่านมา หนังกลางแปลงหลายแห่งจะไม่ประสบความสำเร็จในแง่ของคนดูมากนัก แต่การที่มันไปปรากฏตัวอยู่ที่ต่างๆ ถึง 8 งานนั้น มันสะท้อนได้ว่าวัฒนธรรมคลาสสิคที่ว่านี้ กำลังจะกลับมามีพื้นที่อีกครั้ง แม้จะไม่แข็งแรงและพร้อมจากไปอีก แต่มันกลับมาแล้ว
เหล่านี้คือเทรนด์เล็กๆ ที่ค่อยๆ ม้วนตัวมาสู่ธุรกิจของหนังปีกระต่ายนี้
"นันทขว้าง สิรสุนทร"



