
คมเคียวคมปากกา - ลูกไก่แม่ไก่ไร้ทุกข์ สิไม่มีสุขใดเท่า
เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๓ แรม ๗ ค่ำ เดือนอ้าย
ต้นฉบับนี้ เตรียมสำหรับวันศุกร์ที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๔ ทักทายกันล่วงหน้า ข้ามเขตวัน ข้ามเขตเดือน ข้ามเขตปี ระหว่างการเดินทางข้ามพรมแดนพุทธศักราชนี้ คับคั่งด้วยรถรา หนาแน่นด้วยผู้คน ความประมาทและความไม่ประมาทอาจลดหลั่นเหลื่อมซ้อน สติสัมปชัญญะอาจแปรปรวน การดื่มฉลองคะนองสุขอาจนำมาซึ่งฮึกเหิมเกินเหตุ อย่างไรก็ขอให้ทุกท่านสำรวมระวัง และโชคดีสำหรับปี ๒๕๕๔
“พระธุดงค์ลงกลด ตะวันก็หมดแสงส่อง
อาศัยโคมทองจันทรา ที่ลอยขึ้นมายอดเขา”
นอกจากความสะเทือนใจในตัวเรื่อง ลีลาภาษาในแหล่ลิเก “ดาวลูกไก่” ของ พร ภิรมย์ ก็ไพเราะอย่างยิ่ง การพรรณนาธรรมชาติหลายคำสวยงาม อย่าง “โคมทองจันทรา” “อาทิตย์อัสดง” “สายัณห์สมัย” ฯลฯ ภาษากวีของผู้ประพันธ์ แสดงถึงประสบการณ์การอ่านการดูการฟังมาก่อนแล้วระดับหนึ่ง
เคยสงสัยประสาคนธรรมดาทั่วไป เหตุใดศิลปินมากความสามารถ จึงออกบวชเป็นพระ ไม่ยอมลาสิกขา กระทั่งสิ้นลมหายใจในชายผ้าเหลือง เพิ่งได้อ่าน “สร้อยรวงข้าว” เขียนไว้ในคอลัมน์ “คนข้างวัด” (สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ศุกร์ ๑๐ - พฤหัสบดี ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๓) บอกว่าเขานิยมเพลงของศิลปินท่านนี้มาก ศิลปินท่านนี้บวชสองครั้ง ครั้งแรกตามพระประเพณีในวัยหนุ่ม อีกครั้งในวัย ๕๓ ปี และบวชจนเป็นพระเถระร่วม ๒๙ พรรษา ส่วนหนึ่งเพราะภรรยาเสียชีวิตในพรรษาแรก และลูกชายเติบโตมีงานทำแล้ว
อย่างไรก็ตาม “สร้อยรวงข้าว” ยังว่า “แต่ลึกๆ น่าจะเป็นเพราะว่า พร ภิรมย์ เป็นคนใฝ่ทางธรรมมาแต่ไหนแต่ไร เห็นได้จากเนื้อเพลงที่ท่านเขียนท่านร้อง เกือบทั้งหมดที่เป็นเพลงแหล่ล้วนแต่เป็นนิทานสอนใจ และมักจะเป็นนิทานชาดกเป็นพื้น อีกส่วนหนึ่งเป็นนิทานพื้นบ้าน แต่ก็ยึดโยงอยู่กับพุทธศาสนา”
ในเพลง “ดาวลูกไก่” มีคำหนึ่งที่แสดงถึงความถ่อมตนของศิลปินคือ “ผมมิใช่บัณฑิต อันมีจิตสิเนหา ที่จะเป็นนักเทศนา มาเจรจายั่วเย้า” ประมาณตัว ประมาณตน เพียงแค่ผู้ทำหน้าที่ถ่ายทอดสาธก
ใน “หลวงพ่อพร ภิรมย์ ผู้เล่าตำนานไว้ในเพลง ลูกไก่ไปเกิดเป็นดาว” ของ “สร้อยรวงข้าว” ยังเล่าอีกว่า “ท่านเทศน์สอนนาค ก็ไม่คิดจะเทศน์แหล่ที่ตัวเองถนัด ไปบรรยายธรรมก็เทศน์สอนด้วยภาษาธรรมดาทั่วไป ไม่เอาความเป็นนักเพลงเก่ามาแสวงหาลาภสักการะแม้แต่นิดเดียว”
รับรู้แล้วตื้นตันใจ ที่ผู้มีจริตดั้งเดิมเป็นศิลปิน ครั้นบวชเป็นพระ ก็ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตน ถือครองเพศบรรพชิตได้อย่างน่าเลื่อมใสเช่นนั้น
“สร้อยรวงข้าว” ยังนำเสนอข้อมูลบางตอนอีกว่า “เพลงของ พร ภิรมย์ ประมาณ ๙๐ % แต่งเองร้องเอง เฉพาะที่ร้องเองประมาณ ๒๐๐ เพลง รวมกับที่แต่งให้คนอื่นร้องน่าจะถึง ๖๐๐ เพลง ถ้าไม่ติดว่าบวชเป็นพระ คงได้เป็น “ศิลปินแห่งชาติ” คนหนึ่ง”
ผมไม่แน่ใจตัวเองจะเคยฟังและรู้จักเพลง พร ภิรมย์ สักกี่มากน้อย แต่เชื่อว่าชีวิตจิตวิญญาณศิลปินในศิลปะบทเพลงของท่าน จะต้องเคยไหลผ่านอารมณ์รู้สึกนึกคิดของผม รวมทั้งใครต่อใครอย่างมหาศาล เพลง “คืนอำลา” ที่ท่านแต่งให้ ทูล ทองใจ ขับร้อง หรือเพลง “น้ำตาลาไทร” ของท่าน ที่นักร้องร่วมสมัยจำนวนไม่น้อยนำมาร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพียงเท่านี้ก็สัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณกวีในยุคสมัยหนึ่งของท่าน
รำพันมาหลายตอนนี้ คิดถึงเป็นพิเศษก็แต่เพลง “ดาวลูกไก่” แบบไม่คิดดอกว่าจะได้มาเปิดฟังในโลกไซเบอร์ เปิดฟังซ้ำๆ ให้ขึ้นใจ แล้วแกะคำร้องมาเป็นถ้อยอักษร อ่านเป็นบทกลอนบทกวี ลองเปิดเพลงให้ลูกชายตัวเล็กฟัง เขาก็ทำท่าจะจะติดใจขึ้นมา ถามว่าลูกไก่ไปไหน? เขาก็ว่า “ไปเป็นดาว”
ก่อนรู้ข่าว หลวงพ่อพร ภิรมย์ มรณภาพ ผมเล่าแล้วว่าได้ฟัง “ดาวลูกไก่” ฉบับ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ ขณะเดินทางกลับจากหลวงพระบาง ตามทางลงขุนเขาคดเคี้ยวหลายพันโค้ง เหมือนมีหลายพื้นที่ เวลา และบุคคล ให้รำลึกถึงท่าน รวมทั้งเพลง “ดาวลูกไก่” ที่กำเนิดชีวิตชีวาหนึ่งขึ้นแล้วในสังคมไทย
ก่อนหน้านี้หลายปีแล้ว เวลามีบรรยายกับเยาวชนสนใจบทกลอน ผมมักหยิบยืมเพลงของท่านไปใช้ โดยเฉพาะวรรคที่ว่า “ไม่มีสุข” ที่พอเติมคำว่า “ใดเท่า” ก็กลายเป็นมีสุขอย่างไม่มีใดเทียบเท่า...
ขอกราบคารวะ...
"ไพวรินทร์ ขาวงาม"



