บันเทิง

หนังใหญ่ดาหน้ารับปี 2011
ถึงเวลา Digital และ Hit and Run เฉาตาย

หนังใหญ่ดาหน้ารับปี 2011 ถึงเวลา Digital และ Hit and Run เฉาตาย

31 ธ.ค. 2553

ท่ามกลางรายได้แบบ “ตัวเลขไม่สวย” ของอุตสาหกรรมหนัง “ปีเสือดุ” ที่ผ่านไปนั้น อาจทำให้ใครบางคนตั้งข้อสังเกตว่า ปีกระต่ายน้อย 2011 ที่กำลังจะ “ลืมตาตื่นขึ้น” นี้ มีอุปสรรคอีกครั้งหนึ่ง

 ทว่า ปีเถาะที่กำลังเริ่มต้นนี้ ไม่เหมือนปีขาลอย่างแน่นอน ไม่เหมือนด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งปี 2010 นั้นมีทั้งสถานการณ์ทางการเมืองที่ครอบคลุมหลายเดือน มีทั้งฟุตบอลโลกที่ทำให้โรงหนังถูกแทนที่ด้วยสนามบอลหน้าจอ มีทั้ง “หน้าหนัง” ที่ล้มเหลวจากการพยายามสร้าง product ให้เป็นที่สนอกสนใจเพียงพอนี่ยังไม่นับเศรษฐกิจที่ตกต่ำอีกครั้ง และงบต่างๆ ในการประชาสัมพันธ์หรือทำให้หนังกลายเป็นที่สนใจ หายไปมากพอสมควร (ถึงขนาดหนังไทยบางเรื่องมีทุนสร้างให้แค่ 1-3 ล้านบาทเท่านั้นในปีนี้)

 น่าแปลกว่า อุตสาหกรรมหนังปี 2011 นั้น ไม่ได้หม่นหมองแบบที่ใครบางคนคิด แต่กลับมีอนาคตที่ค่อนข้างสดใสมีความหวังรออยู่ มันอาจจะจริงอยู่บ้างที่ว่า แม้ในยามสถานการณ์การเมืองรุมเร้า มีหนังบางเรื่องที่ทำเงินโผล่แทรกขึ้นมา

 แต่นั่นเป็นกรณียกเว้นและค่อนข้างพิเศษ สำหรับหนังที่มีแคแรกเตอร์และสไตล์จริงๆ ยกตัวอย่างถ้าคุณ transformers 3 หรือ titanic 2 มาฉายตอนที่มีม็อบประท้วงหนังแฟรนไชส์ชื่อใหญ่เหล่านี้สามารถเรียกคนดูออกมาจากบ้านได้แน่นอน แต่ถ้าเป็นหนังปานกลาง คอนเซ็ปต์ก็งั้นๆ และไม่มีจุดขาย โอกาสล้มทั้งยืนก็มี มากกว่านอนมา ปี 2011 สดชื่นและสดใสเพราะมีหนังยักษ์ Blockbuster ทยอยเข้าฉายหลายเรื่อง

 ไม่ว่าจะเป็น transformers 3, Batman, นเรศวรภาค 3 และ 4, mission impossible 4, fast and the furious 5, Mission Impossible 3, alien prequel, Pirates 4, x-men, James Bond และหนังที่รับประกันกินได้ทันทีก็คือ Harry Potter 7.2

 จะเห็นว่า แค่รายชื่อเพียงส่วนหนึ่งที่หยิบยกมากล่าวถึงนั้น ในแง่ของธุรกิจมันคือบล็อกบัสเตอร์ในกลุ่มชั้นดี ที่เป็นทั้งแฟรนไชส์อายุยืนและแบรนด์ดังขายได้ ซึ่งเมื่อรวมกันมาในปีหน้านี้ สามารถ “รับประกันสุขภาพ” ที่ดีในระดับหนึ่งให้แก่ปีกระต่ายได้ ขณะที่ปีที่ผ่านมา หนังในลักษณะนี้แทบไม่มีเลย หนังปีที่ผ่านมาก่อให้เกิดคำถาม 2 อย่างคือ หนังในกลุ่มตีหัวเข้าบ้านหรือ hit and run ใส่คนดูนั้น มาถึงจุดจบและไม่ค่อยเกิดปรากฏการณ์แบบนี้

 ที่เป็นเช่นนี้เพราะไลฟ์สไตล์คนดูหนังเปลี่ยนไป แต่วิธีคิดของคนสร้างบางคนค่ายยังไม่เปลี่ยน ค่ายหนังต้องไม่ลืมว่า ตอนนี้ไม่ใช่ยุค internet แบบ 10 กว่าปีที่แล้ว แต่เป็นยุคสมัยของ social media ที่ทุกคนมีการส่งข่าวอยู่ในมือตลอดเวลา

 แค่คน 1 คนไปดูหนังแล้วไม่ชอบ หากเขาหรือเธอแสดงความเห็นในทางลบไป ทัศนะนั้นก็แพร่ไปยังออนไลน์ต่างๆ ในเวลาเพียง 1 นาที ไลฟ์สไตล์ของการรับรู้เพียงสั้นๆ ไม่เปิดโอกาสให้หนังตีหัวเข้าบ้านฉาบฉวยได้หากินอีก เพราะการบอกต่อรวดเร็วมากเกิน กรณีของหนังการ์ตูน หนังกระเทย และหนังโบราณฟอร์มใหญ่ น่าจะเป็นตัวอธิบายได้ดี จะบอกว่า หนังในกลุ่มบล็อกบัสเตอร์และแฟรนไชส์ชื่อดังมาแน่ และหนังตีหัวเข้าบ้านหมดยุคสมัย ก็คงไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริง

 อีกสิ่งหนึ่งที่ผลักดันให้อุตสาหกรรมหนังน่าจะก้าวไปอีกสเต็ปหนึ่งในแง่ของตัวเลขก็คือระบบ digital ที่มาแทนที่ film
 ไม่ว่าใครจะชอบหรือชัง จะส่งเสริมหรือแอนตี้ก็ตามนั้น ระบบ digital สามารถนำมาเป็นจุดขายได้ เหมือนที่ปลายปี 2009 หรือต้นปี 2010 มีการเล่นกระแสหนัง 3 มิติ ก่อนจะสร่างซาไปและ ริชาร์ด คอร์ลิสของ TIME กับนักวิจารณ์ในยุโรปออกมาสับเละสิ่งหนึ่งที่ผมสนใจและรอดูก็คือ เมื่อโลกของหนังและไลฟ์สไตล์ของคนดูพลิกผันไปนั้น หนังในแบบ ghostbuster 3 national treasure 3 narnia 3 และ underworld 4 จะยังสามารถทำเงินได้อีกหรือไม่

 ผมมองว่าหนังกลุ่มนี้ แม้เป็นแฟรนไชส์ในมุมหนึ่ง เป็นบล็อกบัสเตอร์ด้วยอีกมุมหนึ่ง แต่มันมีลักษณะ “เชย” ทั้งสไตล์และวิธีขายของ อย่าลืมว่าในปี 2010 นั้น หนังตามแนวทางแบบนี้ ล้มเหลวมากกว่าประสบความสำเร็จคงต้องดูกันไปในอนาคต

 สำหรับตลาดหนังไทย ถ้าตัดงานอย่างนเรศวร 2 ภาคไป ผมมองว่าอนาคตของปี 2011 นั้น เป็น “ปีเสี่ยงดวง” ไม่ต่างอะไรกับหนังปี 2010 แม้จะให้กำลังใจและเอาใจช่วยหนังไทย (ตามที่เห็นว่าเขียนถึงทั้งชมเชียร์และติติงมาตลอดทั้งปี) แต่หนังไทยมี “ข้อยกเว้น” อย่างหนึ่งเมื่อเทียบกับหนังฮอลลีวู้ด นั่นคือ มันไม่สามารถจะมีเรื่องไหนยืนยันตัวเองได้ว่า จะได้เงินถล่มทลายหรือได้เงินแน่ๆ เท่าไหร่

 เหตุผลนั้น ไม่ได้มาจากผู้สร้างหนัง แต่มาจากคนดูหนังที่เปลี่ยนรสนิยมเร็ว พฤติกรรมการดูหนังของคนดูบ้านเรายังไม่นิ่ง พวกเขาอาจแห่กันไปดูหนังแบบหนึ่ง และอาจนิ่งเฉยกับหนังแบบเดียวกันในปีนี้ กรณีของสาระแน 2 ภาคแรก, กะปิและกระดื๊บ, หรือ อินทรีแดง เป็นภาพที่แสดงอะไรได้ชัดเจนมาก แต่ขณะเดียวกันคนดูบ้านเราก็พร้อมสนับสนุนหนังไทยที่ตอบโจทย์ตัวเองได้ชัดเจน งานอย่าง “กวน มึน โฮ” ในระดับปรากฏการณ์นั้น เป็นการทำซ้ำอย่างรอบคอบ ในแบบที่ “รถไฟฟ้ามาหานะเธอ” เคยทำในปี 2009

 เป็นการคิดจากการตลาดที่รัดกุมและต้องชื่นชมอีกเรื่องที่แม้ทำรายได้น้อยกว่า แต่เราต้องยอมรับว่า “สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารัก” เป็น sleeper หนังซึมของแท้ บางคนอาจจะไม่ชอบเรื่องนี้ แต่หนังแบบนี้มีตลาดของมัน และต้องปรบมือให้ทีมงานที่เกี่ยวข้อง สิ่งที่สวยงามอย่างหนึ่งของวงการหนังไทยก็คือ การประสบความสำเร็จของหนังอย่าง "ชั่วฟ้าดินสลาย” โดยเฉพาะอย่างยิ่งของคนดูนั้น บ่งบอกกับเราว่า มันไม่ใช่เรื่องจริงที่เวลาใครทำหนังพีเรียดแบบไทยๆ แล้วต้องเจ๊งเสมอไป

 สรุปปี 2010 ก็คือ มันไม่จำเป็นต้องเป็นหนังไหน ที่จะได้เงินแน่ๆ แต่มันจำเป็นว่าหนังเรื่องนั้นๆ จะต้องผ่านการคิดมาอย่างดีว่า จะขายอะไร และมุ่งหน้าพัฒนาสินค้าตัวเองอย่างไร

 “เรื่องราวอะไร” จึงไม่สำคัญเท่ากับ “ถูกเอามาเล่า” อย่างไร มากกว่า
 แน่นอนว่า ผมขอเอาใจช่วยหนังไทยและหนังเทศ 2011 แต่ก็ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า แม้หนังเทศจะเตรียมเปิดบัญชี รับเงินกันอย่างหน้าชื่น ทว่า หนังไทย ไม่ว่าเรื่องอะไร โอกาส “สบายตัว” กับ “เจ็บตัว” นั้นมีพอๆ กันเพราะแม้ดินฟ้าอากาศ จะไม่แน่นอน ลมหนาวๆ ไม่เคยแน่นอนแต่สิ่งที่ไม่แน่นอนที่สุดสำหรับตลาดหนังไทย ก็คือ พฤติกรรมของคนดูและไลฟ์สไตล์ของผู้ชมนั่นเอง

 สวัสดีปีใหม่ 2011 และอยากจะบอกว่า ไม่ว่าชีวิตคุณจะเป็นอย่างไร โปรดเงยหน้าและเดินต่อไป ในเวอร์ชั่น “อึดสู้ฟัด”

"นันทขว้าง สิรสุนทร"