
ชื่อเรื่อง ปีเสือ(ดุ)ขย้ำหนังไทยเทศ
โซเชียลมีเดียกำจัดหนังตีหัวเข้าบ้าน ปีกระต่ายน้อยในตัวเลข 2011 อาจยังเป็นคำถามสำหรับธุรกิจเทรนด์และแฟรนไชส์บางกลุ่ม แต่ช่วงเวลา 12 เดือนข้างหน้านั้น เป็นอนาคตสำหรับอุตสาหกรรมภาพยนตร์อยู่มากพอสมควรเมื่อดูจาก สินค้าใหญ่ หลายตัวที่จะค่อยๆ ทยอยเข้าฉายในปี
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงขวบปีที่ผ่านมา แม้จะมีหนังทำเงินเกิน 100 ล้านให้เห็นอยู่จำนวนหนึ่ง (Harry Potter, Iron Man 2, Narnia, กวนมึนโฮ) แต่เมื่อเทียบกับปีก่อนๆ หรือปีอื่นๆ แล้ว ปี 2010 ถือเป็นปีที่น่าผิดหวังสำหรับอุตสาหกรรมหนังอย่างชัดเจน พูดง่ายๆ ก็คือ มันไม่ใช่ 12 เดือนที่น่าจดจำเลยสำหรับธุรกิจความบันเทิงนี้ หนังทำเงินเกิน 100 ล้านบาทจริงๆ มีน้อยมากเมื่อเทียบกับหนังที่ตัวเลขไม่ถึง แต่โฆษณาราวกับว่าถึง อย่าง “สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก” หนังเรื่องนี้เป็นตัวอย่างของศัพท์ที่เรียกว่า sleeper คือน้ำซึมมาเรื่อย เหมือนที่ครั้งหนึ่ง “โหมโรง” เคยทำได้
จำนวนหนังไทยแถวๆ 62 เรื่องนั้น มีหนังทำเงินไม่ถึง 10 เรื่อง เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว ตัวเลขอยู่ราวๆ 15-20% แต่แง่มุมหนึ่งที่ตัวอุตสาหกรรมหนังอธิบายกับคนดูนั้น มีอยู่สองอย่าง อย่างแรกคือ พฤติกรรมการบริโภคหนังของคนไทยนั้น เปลี่ยนจากแนวๆ มาเป็นเรื่องๆ ไป ยกตัวอย่างเช่น เคยมีคนบอกว่าถ้าเป็นหนังตลก หนังแอ๊กชั่น ก็จะได้เงิน แต่การขาดทุนของหนังอย่างกระดื๊บ, กะปิ, ไล่มาจนถึงมือปืนดาวพระเสาร์ หรือ “อินทรีแดง” เป็นคำตอบได้ว่า ไลฟ์สไตล์ในการดูหนังแบบนี้หมดไปแล้ว ขณะเดียวกันคำพูดดูถูกดูแคลนที่ว่า หนังไทยพวกย้อนยุค เล่าเรื่องช้าๆ ทำมากี่เรื่องก็เจ๊งนั้น มาถึงปี 2010 งานอย่าง “ชั่วฟ้าดินสลาย” ได้ตบหน้าหนังไทย “เกือบทุกเรื่อง” แถมยังมีแต้มต่อที่จะกวาดรางวัลหลายสถาบันในต้นปีหน้าอีกด้วย
อะไรคือเรื่องเซอร์ไพรส์สำหรับหนังไทยปีนี้เรื่องน่าประหลาดใจแกมยินดีก็คือ การที่หนังนอกกระแสหลายเรื่องไปสร้างชื่อในเวทีต่างชาติ และบรรยากาศในบ้านเรานั้น มันเปิดกว้างอีกครั้งให้คนทำงานรุ่นใหม่ๆ ได้ก้าวเข้ามาทำงาน ซึ่งก็มีทั้งตัวจริงและของปลอม อย่างที่สองที่น่าจะเป็นเรื่องน่าดีใจของคนดูบ้านเราก็คือ หนังในกลุ่ม hit and run หรือที่เรียกว่าตีหัวเข้าบ้านนั้น ในอดีตเคยใช้ได้กับหนังตลกหลายเรื่อง แต่กลายเป็นว่า 2010 นั้น เป็นการจบสิ้นอย่างแท้จริง (ปีที่แล้ว สึนามิ โดนนำร่องไป ปีนี้ สมานฉันท์และหนังตลก หนังกะเทย ก็ตามมา)
น่าวิเคราะห์ว่าทำไมหนังสไตล์ตีหัวเข้าบ้านถึงถึงจุดจบ อย่าลืมว่า การที่ไลฟ์สไตล์คนดูยุคใหม่นั้น อยู่ในโลกออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ มันทำให้คนดูหนังและฟังเพลง สามารถที่จะรับรู้ความเคลื่อนไหวแบบทันทีและฉับพลันได้ โดยที่ใครสักคนกำลังนั่งดูหนังและนั่งทวิตอยู่กลางโรงระหว่างที่หนังฉายอยู่เช่น ขณะที่นายแดงดู inception หรืออินทรีแดง เขาสามารถจะบอกได้ว่า หนังมันดีไม่ดีอย่างไร พฤติกรรมแบบนี้ เอื้อให้คนที่อยู่ในโลกออนไลน์มากมายได้ส่งสารต่อกันว่า หนังเรื่องไหนควรดูและไม่ควรดูอย่าลืมว่า ตอนที่ Iron man 2, Harry Potter, The Social Network เข้าฉายนั้น กลุ่มคนดูหนังมากมายได้ใช้ทวิตเตอร์ของตัวเองบอกต่อๆ กันทันทีหลังจากหนังจบลง
นั่นหมายว่า เมื่อมีหนังฉาบฉวยแบบตีหัวเข้าบ้านออกมาฉาย คนสามารถ “แจ้งความ” ต่อๆ กันได้ทันทีที่หนังจบและพวกเขายังไม่ออกจากโรง สารแจ้งความวิ่งจากมือถือไปสู่เน็ต จากเน็ตไปแพร่กระจายยังเว็บสู่เว็บแค่นี้ก็เพียงพอให้หนังตีหัวเข้าบ้านนั้น ไม่สามารถที่จะได้เงินจากคนดูได้ในช่วงสองปีที่ผ่านมา
แม้ทั้งหนังไทยและหนังเทศจะไม่ได้เงินมากมายนัก แต่มีหนังบางแบบที่ทำให้เกิดความคิดขึ้นมาว่า จะเป็นหนังแนวไหนก็ได้ขอให้ขายคอนเซ็ปต์และรูปลักษณ์ของสินค้านั้น มีความชัดเจนต่อคนดู โอกาสที่จะขายได้ก็มีมากขึ้นตัวอย่างง่ายๆ เช่น The Social Network, Inception, ผู้ชายลัลล้า, สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก, อยากรักก็รักเลย หนังกลุ่มนี้ไม่สามารถสู้รบปรบมือกับงานอย่าง “กวนมึนโฮ” หรือ Transformers ได้เพราะสองเรื่องนี้ได้เงินแน่ๆ ในสายตาของนักวิจารณ์ ทว่ามันเป็นการบอกว่า หนังเล็กๆ ที่สร้างตัวมาจากที่ทางที่ชัดเจน น่าจะมีลมหายใจอยู่รอดได้
ขณะเดียวกัน การจัด “พื้นที่” หรือ “แผงลอย” ที่ชัดเจนให้แก่สินค้าที่จะขายก็มีส่วนในการส่งเสริมงานเล็กๆ ออกไปเท่าที่มันจะเป็นไปได้ เช่น โครงการฉายหนังนอกกระแสของ เอสเอฟเอ็กซ์ ที่ CTW ถือเป็นดาวรุ่งที่น่าให้กำลังใจ แม้ว่าจะไม่มีตัวเลขมากพอที่จะเป็นอุตสาหกรรมในเวลานี้สิ่งที่อยากจะคิดก็คือ ไม่มีอีกแล้วว่า หนังแนวไหนหรือหนังแบบใดจะได้เงิน ตอนนี้ทุกเรื่องมีโอกาสหมด ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะสร้างสินค้าอย่างไรให้น่าสนใจ ไม่จำเป็นว่าต้องสงครามหุ่นยนต์หรือเรื่องราวของมดตัวหนึ่ง แต่มันสำคัญมากกว่า หนังเรื่องนั้นจะเล่าเรื่องอย่างไร 12 เดือนที่ผ่านมา ผมได้ยินเสียงถอนหายใจของนักธุรกิจหนังหลายคน ในสุ้มเสียงที่ได้พูดคุยแสดงชัดเจนว่า หนังไทยและเทศล้วนไม่ได้เงินตามที่คาดหวังไว้มองอย่างน่าเห็นใจ มี 2 ปัจจัยหลักส่งผล นั่นคือเหตุการณ์ทางการเมืองและฟุตบอลโลกบวกลบก็สองเดือนกลางปี แค่สองเหตุการณ์นี้ก็กินเวลาครอบคลุม 4 เดือนใน 12 เดือนปีที่ผ่านเลยไป
ก่อนจะส่งเสือเข้าป่าไป คงต้องให้ให้กำลังใจและปรบมือเอาใหม่ต่อหนังปีกระต่ายซึ่งเมื่อดูจากรายชื่อหนังที่ค่ายต่างๆ ได้ตระเวนโชว์เคสกันไปแล้วนั้น บอกได้คำเดียวว่า หนังปีกระต่าย 2011 นั้น ชนะขาดเรื่องรายได้ต่อปีเสือ 2010 อย่างแน่นอนที่สุดแค่ 2 ภาคของนเรศวรกับ Transformer 3 รายได้ก็มากถึง 30% ของอุตสาหกรรมหนังปีหน้าแล้วขอให้กำลังใจและหวังว่า สิ้นปีกระต่ายในอีก 12 เดือนข้างหน้า ผมจะเขียนบทความอีกครั้ง โดยขึ้นต้นว่าปีกระต่ายทอง อุตสาหกรรมภาพยนตร์พุ่งแตะ 4,000 ล้านบาท สวัสดีปีใหม่ 2554 ครับ
"นันทขว้าง สิรสุนทร"



