
คมเคียวคมปากกา - 10 ปีแห่งความหลัง
วันเวลากำลังเลื่อนผ่านไปอีกหนึ่งปี จะว่าเร็วก็เร็วใจหาย เหมือนเพิ่งเขียนคอลัมน์ส่งท้ายปี 2552 อยู่เมื่อวานนี้และมินับที่มาประจำการอยู่ร่มไม้ชายคา "คมเคียวคมปากกา" เป็นเวลา 10 ปีแล้ว
บางเวลาผมก็ทึ่งตัวเองอยู่มิใช่น้อย เขียนสัปดาห์ต่อสัปดาห์ ไม่รู้เอาอะไรมาเขียนถึงได้ยาวนานปานนี้ แต่เมื่อนึกย้อนกลับไปในวันเก่าๆ มันก็เห็นการเปลี่ยนแปลงของวงการเพลงลูกทุ่ง คล้ายนั่งดูหนังเรื่องยาวเรื่องหนึ่ง
ปีแรกที่เริ่มเขียนคอลัมน์นี้ กล่าวว่าเป็นยุคทองของเพลงลูกทุ่ง เพลง "คุณลำไย" กำลังมาแรงสุดๆ ถัดมาก็เป็นคิวของแกรมมี่โกลด์ จากเพลง "ยาใจคนจน" กับ "ปริญญาใจ"
เวลานั้นเป็นอัสดงของเทปคาสเซ็ท และเป็นอรุณรุ่งของซีดี-วีซีดี ตลาดเพลงคึกคักด้วยค่ายเพลงหน้าใหม่ ขณะที่ค่ายเก่าก็ปรับตัวตามกระแส "เพลงแบบแกรมมี่โกลด์"
ในห้วงเวลาเดียวกัน มันเป็นยุคเฟื่องฟูของ "คลื่นเพลงลูกทุ่ง" ทางหน้าปัดเอฟเอ็ม ซึ่งต้องให้เครดิต "เสี่ยแหบ" วิทยา ศุภพรโอภาส ที่ปั้น "แบรนด์ลูกทุ่งเอฟเอ็ม" จนติดตลาด
ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ความรุ่งเรืองของซีดี-วีซีดี กลายเป็นราโรยภายในช่วงเวลาไม่ถึง 5 ปี เมื่อ "ดิจิทัล" เข้ามาแทนที่ "อะนาล็อก"
มือถือเป็นมากกว่าโทรศัพท์ที่ใช้รับสายและโทรออก แถมมีราคาถูก มันกลายเป็น "สินค้ามหาชน" ไปในบัดดล "ธุรกิจดาวน์โหลดเพลง" บนมือถือ จึงเป็นช่องทางใหม่ในการหาตังค์ของค่ายเพลง
อีกด้านหนึ่ง ขบวนการขาย "แผ่นเพลงเถื่อน" ได้ขยายตัวไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ไม่มีอำนาจใดจะเข้ามาจัดการกับธุรกิจผิดกฎหมายที่ว่านี้ได้
กระบวนรวมยำเพลงลงในแผ่นเอ็มพี 3 ได้ทำให้ค่ายเพลงต้องทำเอ็มพี 3 เอาเพลงดังมายำขายแข่งกับของเถื่อน ผู้บริโภคย่อมได้ประโยชน์ นายทุนอาจเอาตัวรอดได้ เช่นเดียวกับนักร้อง แต่คนทำงานเบื้องหลังตายลูกเดียว เพราะมีการผลิตเพลงใหม่น้อยลง
นี่ก็เป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตลาดเพลงทั้งสตริงและลูกทุ่ง ตกอยู่ในสภาพคนเจ็บป่วยเรื้อรัง รักษาไม่หาย แต่ก็ไม่ตายในเร็ววัน
สองปีมานี้ เพลงดังก็มักเป็นเพลงที่ผลิตออกมาเพื่อการดาวน์โหลด เพลงจึงถูกออกแบบให้เป็น "เพลงเพื่อการขาย" ฟังครั้งแรกก็โดน แต่โดนแล้วหายไปเลย
เช่นปีนี้ เพลงฮิตทุกเพลง จึงหนีไม่พ้นเพลงรักสามเส้า เพลงรักซ้อนซ่อนรัก ซึ่งถูกปั๊มออกมาโกยเงินจากดาวน์โหลด
แต่ชั่วโมงนี้ ดาวน์โหลดเพลงก็ส่อแววไม่รุ่ง โดยเฉพาะเพลงลูกทุ่ง คนฟังรู้สึกว่า การฟังเพลงแบบดิจิทัล มันแห้งแล้งเกินไป ไม่ได้บรรยากาศเหมือนฟังจากแผ่น คนฟังเลยหันไปหาแผ่นปลอม ทั้งซีดีและเอ็มพี 3
โชคดีที่ประเทศไทยยังมี "งานบุญ" ของวัดวาอารามและชุมชน ควบคู่ไป "งานส่งเสริมการตลาด" ของภาคธุรกิจ จึงทำให้ "นักร้อง" มีเวที มีรายได้ ซึ่งค่ายเพลงก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย
นักร้องจึงวิ่งรอกร้องเพลงในทุกสถานที่ ได้มากได้น้อยต้องคว้าไว้ก่อน ค่ายเพลงที่ไม่เคยขอเอี่ยวกับนักร้อง ก็ต้องขอมีส่วนแบ่งด้วย ไม่งั้นค่ายเพลงก็เจ๊ง มันเป็นสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในนาทีนี้
ในฐานะคนเฝ้ามองอยู่ห่างๆ อดเป็นห่วงเสียมิได้ว่า วันหนึ่งมันจะล้มหายตายจากไปเสียทั้งหมดกระบวนการผลิตเพลงเพื่อขาย
เอาไว้สัปดาห์หน้า ผมจะมาเล่าต่อถึง "อนาคต" ของตลาดเพลงลูกทุ่ง และขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ติดตามอ่านคอลัมน์นี้ ไม่ว่าจะอ่านประจำหรือขาจร
ขออวยพรล่วงหน้าให้ทุกท่าน จงมีความสุขทุกถ้วนหน้า จงเป็นกระต่ายทองอันปราดเปรียว แต่อย่าเป็นกระต่ายตื่นตูม!
"บรรณวัชร"



