
ไตรโทน - ลาก่อนระบบเก่า
ไม่น่าเชื่อว่าเผลอแป๊บๆ ปีใหม่อีกละ ในชีวิตที่ยากขึ้น ยากขึ้นเนี่ย มันเร็วเหมือนติดจรวดจริงๆ ครับ แม้แต่ตอนพิมพ์ ยังรู้สึกเหมือน "เดจาวู" เลย ที่ตรงนี้ของปีที่แล้ว นั่งเขียนบทความ "ไตรโทน" ในเรื่องเดียวกับที่คิดตอนนี้เป๊ะเลย คือจะพูดเรื่องธุรกิจดนตรีในปีห
ตัดเรื่องให้สั้นลงไปเลยดีกว่า ปีที่ผ่านมาพอเดาได้ว่า ถ้าเปรียบภาพรวมของธุรกิจดนตรีเป็นคนไข้สักหนึ่งคน คนไข้คนนี้ก็ป่วยเรื้อรังมาเป็นปีๆ นับตั้งแต่ยุคดิจิทัลเป็นต้นมา เราสามารถพูดได้เลยว่า คนไข้คนนี้รับเชื้อที่ไม่สามารถรักษาได้ รอวันตายเท่านั้น แต่ว่าจะเมื่อไรเท่านั้นเอง
ธุรกิจดนตรีปีที่แล้วอยู่ได้เพราะการจัดคอนเสิร์ตและอีเวนท์ต่างๆ เท่านั้น ซึ่งทำให้ธุรกิจดนตรียังไม่ตายสนิท เพียงเท่านั้นจริงๆ ที่ทำให้อยู่รอดได้ และได้ถูกพิสูจน์ทราบแล้วด้วยว่า ไม่มีใครอยู่ได้จากการจำหน่ายซีดีและดาวน์โหลด และก็อีกเช่นกันที่ถูกพิสูจน์ทราบแล้วว่า ใครที่ไม่มีส่วนอยู่ในวงจรดังกล่าว "ตายสนิท" อีกทีครับ ตายสนิท!!...
และแน่นอนครับ ย่อมมีพื้นที่ให้รอดอยู่บ้างสำหรับคนบางคนที่มีภูมิคุ้มกัน เพราะมันต้องมีตำแหน่งว่างให้ฮีโร่ได้นั่งอยู่เสมอ ซึ่งพื้นที่นี้ช่างแคบลงไปทุกที ถ้านับแค่ยอดจำหน่ายอัลบั้ม เห็นตัวเลขอินคอมแล้ว อยู่ไม่ได้หรอกครับ ผมให้คุณยกตัวอย่างในใจนะครับ ใครที่คุณคิดว่าเป็นนักร้องนักดนตรีที่ดังที่สุดในเมืองไทยผมให้คุณเลือกมาคนหนึ่ง คุณว่ายอดขายมันจะได้สักกี่ล้าน ยูนิต...
ไม่ถึงหรอกครับ หลักแสนกลางๆ ก็สุดยอดแล้ว ให้รวมยอดดาวน์โหลดอีกด้วย ไหนจะโดนโกงอีก...ไม่เหลือ...ถ้าจะเหลือให้รอดตาย ก็คือคนคนนี้มีภูมิคุ้มกัน ซึ่งทำให้ไม่ป่วยไม่พอ ยังประมาณว่า ต้องมีค่ายเพลงเป็นของตัวเอง และดูแลตัวเองคนเดียว แต่งเองเขียนได้ร้องได้ รับตังค์คนเดียวจ่ายเงินเดือนคนไม่ถึงสิบคนอย่างนี้ รอดอย่างเท่ครับ...แต่จะทำได้กี่คน...เช่น ค่าย Love Is หรือ Believe เป็นต้น นี่คือเรื่องราวที่คาดเดาได้แม่นยำมากจากปีที่แล้วครับ
คนป่วยที่มีเงิน ก็ตายช้าหน่อย คนป่วยที่ไม่มีเงิน ตายเร็วหน่อย แต่ก็ต้องเจอที่เดียวกันหมด จะช้าหรือเร็วก็ต้องตาย คือยังไงมันต้องมีวันนี้ มันเป็นตรรกะของสัจธรรมง่ายๆ
ปีที่แล้วมียาแรงมาฉีดเข้าเส้นมา ทำให้คนป่วยหลายๆ คนดูเหมือนอาการจะดีขึ้น ซึ่งใครไม่โดนฉีดก็ทรุดหนักและรักษาตามอาการเหมือนเดิม ยาแรงที่ว่านี้ก็มาจากพวก "น้ำเมา" ทั้งหลาย พอกฎหมายห้ามโฆษณาก่อนสี่ทุ่มเป็นไงครับ คึกคักกันใหญ่ บางคนเสียจริตไปเลยก็มีให้เห็น พวกธุรกิจประกันภัย หรือการเงินการธนาคาร เนี่ยมาเป็นเส้นเลือดใหญ่ของธุรกิจดนตรีอย่างสิ้นเชิงและเบ็ดเสร็จ ปีที่ผ่ามมาพวกเราสะกดคำว่า สปอนเซอร์ชิพ กันเก่งมากทุกท่าน เมื่อก่อนไม่มีเขา เราอยู่ได้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีเขา เรามีปัญหา
มันยังคงเป็นภาพลวงตาครับ เคยได้ยินไหมครับ คนไข้พอได้ยาดี อาการจะดีขึ้นมาก แต่เวลาทรุด มันจะหนักกว่าเดิม หรือ คนพอจะตาย ก่อนตายหนึ่งวันมักจะแข็งแรงขึ้นมาอย่างวูบวาบ ลุกจากเตียงเดินเฉย วันรุ่งขึ้น ตายเลย
ยังไงเหรอครับ ที่ผ่านมา ในปีที่แล้ว เงินจากสปอนเซอร์มาสนับสนุนบุคคลที่มีชื่อเสียงในแรงกิ้งตั้งแต่อันดับต่างๆ ไล่ๆ ลงมาด้วยจำนวนเงินมหาศาล โดยส่วนใหญ่จะนึกถึงผลตอบรับในแง่ของคนดูเป็นหลัก ซึ่งก็ไม่เป็นไปตามคาดก็เยอะ เพราะบางตำแหน่งถูกปั่นให้ดัง ให้ดูฮือฮา พอออกนอกสนาม มันไม่มีอะไร แต่ตรงนี้มันนอกประเด็น ประเด็นมันอยู่ที่ว่า...
1.คนถือเงิน หรือคนที่เป็นคนเคาะ อนุมัติการตกลงยินยอมสนับสนุน นักร้องนักดนตรี งานโชว์หรืออีเวนท์ต่างๆ คีย์แมนคนนี้ เป็นพวกใคร เป็นเพื่อนใคร หรือเป็นแฟนคลับใคร หรือบางที่ถูกปั่นหัวโดยลูกน้อง แล้วก็ เออออ ไปเรื่อย เพราะเป็นเพียงอาแป๊ะ หรือ เจ๊แก่ๆ ที่รวยไม่ค่อยอินเทรนด์ จะพูดให้ง่ายก็คือ คนที่ถือเงินเนี่ย เขาอายุเท่าไร เขาอยู่วัยไหน เขาชอบอย่างเนี่ยเขาก็จ่าย...
รู้มั้ยครับ พอเวลาผ่านไป เขาหมดไฟ เขาก็ต้องฟังคนรุ่นใหม่ ว่าอะไรดัง อะไรดี อะไรที่ควรจะสนับสนุนต่อไปเพื่อจะส่งเสริมสินค้าและภาพลักษณ์ขององค์กร ซึ่งนั่นหมายถึงยาแรงตัวนี้ก็จะนำไปฉีดให้คนป่วยรุ่นใหม่ต่อไป
2.คอนเสิร์ตของวันนี้ คือของโบราณในวันหน้า ฟังดูเหมือนคำขวัญวันเด็ก แต่จริงนะครับ เราลองมารวบรวมกันดู ไม่ว่าจะเป็นเนื้อเพลง ทำนองเพลง บทละคร ตลอดจนถึงตัวมนุษย์ ที่เรียกตัวเองว่า ร็อกเกอร์ ฮิพฮอพเปอร์ แร็พเปอร์ เอ็นเตอร์เทนเนอร์ ที่ยังรอดตายจากปีที่ผ่านมานี้ เหตุเพราะได้ยาฉีด เงินจากสปอนเซอร์ ในคอนเสิร์ตเก่าทั้งสิ้น พูดง่ายๆ ได้ยาแรงจากบุญเก่า เหตุเพราะวงการเราเปลี่ยนเป็นระบบสปอนเซอร์ชิพ กลุ่มนักร้องรุ่นเก่าหรือคนไข้กลุ่มนี้ย่อมต้องได้ยาก่อน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะได้ตลอดไป และไม่ง่าย คือต้องมีของใหม่ๆ ออกมาต้องตาต้องใจประชาชนอยู่อย่างต่อเนื่อง ต้องใส่สมองหาวิธีดูดตังค์ชาวบ้านให้แยบยลต่อไป จับแพะชนแกะเอย featuring กันเอย ห้ามหมดมุก
การจะปั่นคอนเสิร์ตของคนยุคเก่าให้ดังแบบโลกยุคใหม่ ผมมองว่าหมดโอกาส เพราะคนรุ่นเก่าชินกับการดูทีวีเป็นอย่างมาก จะเพียงให้มาปรากฏอยู่ในยูทูบแล้วมีคนเข้าดูเป็นล้านๆ แบบ วง room39 เนี่ย มันยากส์ พูดง่ายๆ ไม่มีค่ายเพลงแบบเก่าปั่นให้ ก็ไม่มีเราดัง ยิ่งถ้าเพลงในอดีตไม่ใช่ของเราด้วย ลำบากครับ
ปีนี้ผมว่า ถ้าไม่มีอะไรรุนแรงแบบราชประสงค์อีก วงการดนตรีเราจะมีพวกตายเป็นเบือ แต่เกิดเป็นร้อย ที่เกิดจะเกิดแบบมั่นคงถาวร ในวงจรใหม่ๆ ไม่ใช้ทุนมาก อาการป่วยจะหมดไป เพราะการปรับตัวที่แยบยลของคนเก่งคนฉลาด ที่ออกมาจากกะลาได้ก่อน ซึ่งจะมีแฟนคลับเหนียวแน่นแบบคนยุคใหม่ ตามครรลองของธรรมชาติ ในโลกยุคใหม่อินเทอร์เน็ต จะมาเป็นตัวค้าขายกันเท่านั้น กระแสจะเกิด จากการไม่ต้องใช้เงินอัดฉีด จะเป็นสิ่งที่มั่นคงถาวรกันไปทั่วทั้งแผ่นดินโลก ตึกใหญ่จะเล็กลง ตึกเล็กจะใหญ่ขึ้น วิธีทางการของ ซูเปอร์สตาร์ และร็อกสตาร์ จะเปลี่ยนไป ต้องดูแลและมีปฏิสัมพันธ์ต่อแฟนคลับมากขึ้น งานใหญ่ๆ จะน้อยลง งานเล็กๆ จะผุดขึ้นเต็ม เช่น อิมแพ็ค อารีน่า อาจเป็นที่โชว์ของพวกกายกรรมเปียงยาง หรือตีเทนนิส หรือมายากล ละครสัตว์ ส่วนดนตรีก็อาจเหลือเพียงแค่ริมทะเล บนภูเขา เชื่อไหมครับ อาจมีสโมสรตำรวจให้เห็นก็ได้ ผมว่าแนวดี
ผมเองก็ไม่ใช่นอสตราดามุส แต่สัมผัสได้ คงจะมีสักวันคงเป็นวันที่ชื่นใจ เมืองไทยเราครับ มาได้ขนาดนี้ สุดยอด! ขอเชิดชูเกียรติ คนป่วยทั้งหลาย ที่ยังอยู่ หรือตายไปจากวงการแล้ว ว่าคุณได้เข้าสู่หอเกียรติยศในดวงใจของคนดนตรีทั้งชาติไปเรียบร้อยแล้ว ที่สำคัญต้องคิดทั้งสองด้านครับ ทั้งแทนคนอื่นด้วย แล้วทำสิ่งที่เรารักต่อไป
พอก่อนนะครับ จะไปเล่นดนตรีบ้านเพื่อนละครับ สนุกกว่าเยอะเลย สวัสดีปีใหม่ครับ
"จิรายุส วรรธนะสิน"



