บันเทิง

มองผ่านเลนส์คม - กุหลาบที่หายไป

มองผ่านเลนส์คม - กุหลาบที่หายไป

28 ธ.ค. 2553

ได้อ่านนิยายเรื่อง ‘กุหลาบที่หายไป’ (The Missing Rose) ก่อนจะทันสิ้นปี 2553 เหมือนได้รับของขวัญปีใหม่ 2554 ที่มีคุณค่าจากใครสักคนที่ไม่เปิดเผยตัว

 ผลงานเรื่องแรกของเซร์ดาร์ เอิซคาน นักเขียนชาวตุรกี ความหนา 220 หน้าพอเหมาะมือ อ่านรวดเดียวจบด้วยความปีติ

 เรื่องของ ‘ไดอานา’ หญิงสาววัยย่าง 25 บ้านอยู่ริโอฯ ในบราซิล แม่บอกว่าเธอมีพี่สาวคู่แฝดชื่อ ‘มาเรีย’ ตอนแยกทางกันพ่อเลือกพี่ไปเลี้ยงดู พี่เขียนจดหมายถึงแม่ 4 ฉบับ บรรยายความรักและความต้องการแม่อย่างลึกซึ้ง แม่ปรารถนาให้ลูกสาวเป็นนักเขียน ทว่า เธอขาดแรงบันดาลใจ

 เมื่อแม่ตาย เธออยากพบพี่สาวที่เกสต์เฮ้าส์ของเซย์เนพ ฮานึม ตัวละครหญิงวัยร่วม 70 ที่ดูลึกลับ แต่เปิดเผยและกรุณา  ผู้อ่านจะจดจำเธอไปอีกนาน  ไดอานาทราบว่ามาเรียอยู่ที่นั่น และเรียนรู้การฟังเสียงดอกกุหลาบในสวนของเซย์เนพ เจ้าของสวนพาไดอานาเข้าสู่บทเรียนด้วยด้วยประโยคง่ายๆ 

 “อย่างแรกเราต้องเข้าใจว่า เราได้ยินเสียงกุหลาบ ไม่ใช่ด้วยหู แต่ด้วยหัวใจของเรา”
 ไดอานาก็เหมือนคนสมัยใหม่ทั่วไป เธอเกิดในครอบครัวที่มั่งคั่ง หวาดกลัวว่าจะไปไม่ถึงเป้าหมาย เธอเฝ้าคิดอยู่เสมอว่า “ฉันไม่มีทางจะไปถึงที่นั่น” เซร์ดาร์ ฮาคาน บอกผู้ที่กำลังยอมจำนนผ่านเซย์เนพ ว่า...

 “รอยเท้าของคนที่ขึ้นไปถึงยอดเขา ไม่ได้ใหญ่ไปกว่ารอยเท้าของเธอเลย เพียงแต่พวกเขาออกเดินก้าวเล็กๆ ก้าวแล้วก้าวเล่าเท่านั้นเอง ไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์ที่ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เกิดขึ้น แต่เป็นความอุตสาหะ นี่คือวิธีที่น้ำกัดเซาะก้อนหิน นี่คือวิธีที่คนในศตวรรษที่ 21 สามารถได้ยินเสียงดอกกุหลาบร้องเพลง”

 เป็นความอุตสาหะเดียวกับที่ ลีโอ ตอลสตอย พร่ำบอกแก่ชนรุ่นต่อๆ มาว่า ในมนุษย์ไม่มีหรอกสิ่งที่เรียกอัจฉริยภาพ นามจริงของมันคือ ความอุตสาหะหรือความมุ่งมั่นต่างหาก

 โครงเรื่องชวนติดตามโดยดึงเอาตำนานเทพมาผูกโยง แม้ชื่อตัวละครเอกยังตั้งให้มี ‘แฝด’ อันสอดรับกับแก่นเรื่อง ซาร์ดาร์ขยายสวนกุหลาบให้เป็นโลกมนุษย์   

 “อนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของสวนกุหลาบแห่งนี้ คือความสามารถที่จะอยู่ร่วมกันกับกุหลาบอื่นๆ ไม่ว่าจะแตกต่างกันในเรื่องสีสัน  ขนาด หรือถิ่นกำเนิด ชีวิตที่นี่ปลอดจากการขัดแย้ง ความริษยาหรือความทะนงตน”

 ผู้เขียนอ้างตัวละครจากนิยายอื่นๆ (สัมพันธบท) เช่น เจ้าชายน้อย ของอังตวน แซงแตก เดอซูเปรี กับ นิทานของนัสรูดิน โฮจา ไว้อย่างมีมิติ คือเกี่ยวโยงกับแก่นเรื่อง สาระนิยายลึกล้ำเกินพรรณนาในเนื้อที่อันจำกัด     

 ทุกวันนี้อย่าว่าแต่ฟังเสียงดอกกุหลาบเลย แม้แต่เสียงคนด้วยกัน บางคนยังไม่กล้ารับฟัง สังคมจึงรุ่มร้อนเสื่อมทรุดเลวร้ายลงทุกขณะ ผู้คนระแวงต่อกัน และกันอยู่ร่วมกันแทบไม่ได้ 

 ถ้านิยายเรื่องนี้สามารถลบความมีตัวตน ‘ของกู’ ในระดับอ่อนๆ ทั้งเป็นยาสมานใจอย่างดี
 ขอบใจ เซร์ดาร์ เอิซคาน ขอบใจ มณทรัตน์ ผู้แปล ขอส่งมอบเป็นของขวัญปีใหม่ 2554 แก่ผู้อ่านทุกท่าน

"จำลอง ฝั่งชลจิตร"