
คมเคียมคมปากกา - ดาวลูกไก่
เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๓ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนอ้าย
ระหว่างเขียนถึงเพลง “เขียนฝันไว้ข้างฝา” ของ รัชนก ศรีโลพันธุ์ จะต่อถึงเพลง “ทางเดินชาวดิน” ของ ไมค์ ภิรมย์พร ผมได้พาครอบครัวไปเที่ยวหลวงพระบางกับคณะที่จัดโดย สโมสรนักเขียนภาคอีสาน และ สำนักวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา (รายละเอียดจะเล่าภายหลัง)
ทางรถยนต์สายเวียงจันทน์ - วังเวียง - หลวงพระบาง ว่ากันว่าเป็น “ทางปราบเซียน” หรือ “ทางวัดใจคน” ด้วยมีตั้ง “สามพันแปดร้อยโค้ง” ไปกลับก็เฉียดหมื่นโค้ง ก็ไม่รู้ใครไปนับไว้มากมายขนาดนั้น (มันอาจจะไม่ถึง หรือมากกว่าก็เป็นได้) ถือเป็นการเดินทางที่พิลึกพิลั่นเอาการ ไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิต เมื่อรถจะออกจากต้นทาง ก็มีการแจกกอเอี๊ยะสำหรับปิดตรงสะดือ ยาแก้เมารถ ยานอนหลับ ถุงก๊อบแก๊บสำหรับรองรับอาเจียน พร้อมบอกกันตรงๆ ว่าทางหลายพันกว่าโค้งนี้ จะต้องมีคนอ้วกหรือเมารถอย่างแน่นอน ใครไม่มั่นใจในตัวเอง ให้กินยาแล้วก็นอนหลับซะ...โอ้...จะได้เห็นอะไรงามตาไหมหนอ?
แม่บ้านผม ปกติเป็นคนขับรถ (ผมเป็นคนมี “แฟนขับ” แน่ๆ) เป็นคนขับรถมักไม่เมารถ แต่พอเป็นคนนั่งรถธรรมดา เป็นต้องเมา งานนี้เธอจึงต้องพึ่งยา ส่วนลูกชายวัยใกล้จะสี่ขวบ เล็กที่สุดในคณะ ๕๐ กว่าชีวิต หลับบ้าง ตื่นบ้าง เล่นบ้าง เมารถหรือเปล่าไม่รู้ แต่เห็นอ้วกโอ้กอ้ากหลายรอบ สำหรับผมเป็นคนนอนหลับยาก และไม่เมารถ อาศัยจิบ “เบยลาว” เบาๆ ระหว่างทาง นั่งอยู่ใกล้คนขับรถผู้ใจเย็น และขับรถดีอย่างน่าทึ่ง ทำให้ผมคลายความกลัว กลายเป็นความไว้ใจในความดูและของเขา จึงได้เห็นภาพสลับซับซ้อนของขุนเขา และทาง “โค้งอันตะลาย” ตลอดสองข้างทาง ชนิดถ้าไม่เป็นผา! ก็เป็นเหว!
ขาไป - ตื่นที่ขอนแก่นตี ๓ ไปถึงหลวงพระบาง ๓ ทุ่ม ขากลับ - ตื่นที่หลวงพระบางตี ๓ ถึงขอนแก่น ๔ ทุ่ม เรียกว่าชีวิตส่วนใหญ่โยกโยนอยู่บนรถยนต์...
เล่าขากลับก่อน ตื่นที่หลวงพระบางตี ๓ รถเคลื่อนตี ๔ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงควรหลับสนิท และมักมีปัญหาเรื่องท้องไส้ นอกจากนั่งภาวนาขอพรความปลอดภัยแล้ว ยังภาวนาอย่าได้ปวดท้อง ไม่ว่าจะท้องหนักหรือท้องเบา เพราะนั่นจะทำให้คณะเดือดร้อนโดยใช่เหตุ บางทีอาจมีหลายคนใช้ความอดทน และภาวนาเช่นเดียวกัน กระทั่งถึงจุดแวะพักเข้าห้องน้ำตอน ๖ โมงเช้า และจุดอาหารเช้าตอน ๘ โมงเช้ากว่าๆ
นั่นแหละครับ ระหว่างทางนั้น ผมได้ยาวิเศษอย่างหนึ่ง ก็คือ คนขับ และไกด์หนุ่มสาว ๒ คน เขาเปิดเพลง ก. วิ เสด ให้ฟังเบาๆ ผมใช้การตั้งใจฟังเพลงที่ชื่นชอบ เพื่อให้ลืมปัญหาเรื่องท้องไส้ เคยฟังเพลง ก.วิเสด ในเมืองไทยไม่รู้กี่ร้อยเที่ยว มาฟังในรถ “บนทางโค้งที่ทางโค้งทั้งหลายเรียกพ่อ” ยิ่งทำให้ได้อรรถรส สัมผัสได้ถึงความอมตะของหลายต่อหลายเพลง ไม่ว่าจะเป็น “ไทดำรำพัน” “สาวโพนโฮง” ฯลฯ
พอฟัง ก.วิเสด แบบมีแต่เสียงจบลง ไพฑูรย์ ธัญญา เพื่อนรวมคณะของเราก็เสนอเพลง ก.วิเสด ฉบับแบบมีภาพ แต่เมื่อเปิดดูเปิดฟังแล้ว กลับมิใช่ต้นฉบับของ ก. วิเสด น่าจะเป็นรุ่นลูกรุ่นหลานนำมาขับร้องใหม่ ชื่อ สำลอง ก้องนะพา ซึ่งเราได้ดูได้ฟังเพลงของเขามาแล้วเมื่อวานก่อน แม้จะเป็นนักร้องเสียงดี แต่สำหรับคนที่ติดอารมณ์ต้นฉบับเก่าของ ก. วิเสด มาก่อนแล้ว ยังรู้สึกฉบับขับร้องใหม่ไม่ติดหูเท่าใดนัก
จบเพลงลาว ผมเสนอเพลงไทย ไกด์สาวลาวอนุญาต บังเอิญผมพก “เพชรในเพลง” รวม ๒๘ เพลงลูกทุ่งไทยเกียรติยศไปด้วย เปิดไล่ตั้งแต่ลูกทุ่งร่วมสมัยจนถึงลูกทุ่งไทยย้อนยุค เพลง “เขียนฝันไว้ข้างฝา” และ “ทางเดินชาวดิน” ก็อยู่ในช่วงต้นๆ กระทั่งถึงลูกทุ่งเก่าๆ ที่มีการนำมาขับร้องใหม่ โดยเพลงหนึ่งที่ผมเพิ่งได้ดูและได้ฟังครั้งแรกจากตลับเพลงชุดนี้ก็คือ “ดาวลูกไก่” ของ พร ภิรมย์ แต่ผู้ขับร้องในฉบับนี้คือ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ มีภาพเคลื่อนไหวเป็นการเชิดหุ่นตา ยาย พระธุดงค์ แม่ไก่ ลูกไก่ สลับภาพใบหน้าของผู้ขับร้อง เป็นการฟังเพลงในพื้นที่ เวลา และบุคคลที่แปลกใหม่ ขณะรถพาเราโคลงไปเคลงมา ฝ่าข้ามทั้งช่วงสวยงามและ “โค้งอันตะลาย” ที่น่ากลัว ผมและ ไพฑูรย์ ธัญญา ซึ่งเป็นนักนิยมเพลงเหมือนกัน ต่างสบยิ้มให้กันอย่างภูมิใจ ผมเพิ่งจับทำนองแหล่ได้เดี๋ยวนั้นเองว่ามีลักษณะของกลอนหัวเดียว
“ง่าย แต่งาม เป็นลักษณะเรื่องเล่าที่สะเทือนใจจริงๆ” นักเล่าเรื่องแห่ง “ก่อกองทราย” กล่าว
กลับถึงบ้าน หลับเป็นตาย ตื่นเช้าวันรุ่งขึ้น ข่าวแรกที่ผมเห็นจากการเปิดโทรทัศน์ก็คือ “พระพร ภิรมย์ มรณภาพแล้ว!”
"ไพวรินทร์ ขาวงาม"



