บันเทิง

รู้ทันกฎหมาย - ยกมือนับคะแนน

รู้ทันกฎหมาย - ยกมือนับคะแนน

16 ธ.ค. 2553

คะแนนเสียงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยหลายคนช่วยกันส่งเสริม และแน่นอนโดยหลักสากล เราจะถือตามความเห็นของคนส่วนใหญ่ นั่นคือนับคะแนนได้มากกว่า

 แต่คำว่าคะแนนนั้นมันก็มีสับสนกันได้ จนทะเลาะกันมาหลายรายแล้ว เพราะพูดคนละเรื่องเดียวกัน และไม่ได้คิดอะไรมากมายในตอนแรก

 การเข้าหุ้นกันทำธุรกิจโดยจดทะเบียนบริษัท ก็จัดสรรหุ้นกันไปว่าใครถือกันเท่าไหร่ มากน้อยต่างกันไป แล้วจดแจ้งไว้ในทะเบียน

 เริ่มเรื่องก็ย่อมดีกันอยู่ แต่จู่ๆ เมื่อความเห็นไม่ตรงกัน ก็ต้องนำหลักการของเสียงข้างมากมาเป็นข้อยุติ หรือเรียกอีกอย่างก็คือ มติที่ประชุมผู้ถือหุ้นนั่นเอง

 การประชุมเพื่อลงมตินั้น มันก็อาจมีหลายความเห็น แค่มากกว่าหนึ่งก็แย่แล้ว  ต่อให้เคารพมติแค่ไหนเราก็คงอยากให้มติเป็นไปตามที่อยากให้เป็น ดังนั้น ก็อาจมีการแบ่งค่ายแบ่งฝ่ายกันไป แล้วก็อาจมีการล็อบบี้เพื่อให้ได้เสียงข้างมากเข้าฝ่ายตน

 ทีนี้ฝ่ายหนึ่งถือหุ้นอยู่ 70 อีกฝ่ายถืออยู่ 30 ส่วน ก็อย่าได้ย่ามใจว่าอย่างไรเสียก็เป็นผู้ถือหุ้นจำนวนมาก ไม่ต้องลำบากนับคะแนนก็แม่นแล้วเข้าทางตัวเองแน่นอน ต้องดูตอนจดทะเบียนข้อบังคับเอาไว้ว่าได้ตั้งกฎในการออกเสียงลงมติกันไว้อย่างไร เพราะหลายคนก็ปล่อยให้ทนายความหรือสำนักงานบัญชีจัดให้ โดยไม่ได้วางแผนการบริหารจัดการอะไรมากมายไปกว่าหาตลาดกับจัดสรรจำนวนหุ้นระหว่างกัน

 ดังนั้น ส่วนใหญ่ก็ถือความสะดวกรวดเร็วง่ายดายด้วยการใช้แบบฟอร์มของราชการที่จัดทำเอาไว้เพื่อเป็นแนวทางในการวางข้อบังคับของบริษัท แล้วก็จัดตั้งบริษัทกันไปตามขั้นตอน

 รายละเอียดเกี่ยวกับการออกเสียงลงคะแนนเพื่อเป็นมตินั้นก็ใช้เสียงข้างมากเป็นหลักเช่นที่เข้าใจ แต่การนับคะแนนจะกำหนดให้ใช้วิธีการยกมือ ดังนั้น ก็หมายความว่า ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งเสียง

 หากบริษัทนี้ตั้งโดยคน 5 คน โดยนายหนึ่งถึงนายสองถือหุ้นรวมกันได้ 70 ส่วน และนายสามถึงนายห้าถือรวมกันได้ 30 ส่วน ปรากฏว่าทั้งหมดเข้าประชุมผู้ถือหุ้นแล้วก็ออกเสียงเพื่อลงมติในเรื่องที่สองฝ่ายเห็นไม่ตรงกัน

 เมื่อฝ่ายที่ถือหุ้นมากกว่ามีเพียงสองคน การยกมือก็นับคะแนนได้สองเสียง ในขณะที่อีกกลุ่มผู้ถือหุ้นนั้นแม้จะมีหุ้นน้อยกว่าแต่ว่านับมือแล้วถึงสาม ก็ได้มติที่ประชุมตามกลุ่มที่สองไป คนถือหุ้นมากกว่าก็เลยหน้าม้านเสียคะแนนไป

 เรื่องของเรื่องก็เนื่องจากการไม่ใส่ใจว่าเรามีคะแนนมากแค่ไหน จะว่ากฎหมายท่านก็ไม่ได้ เพราะไปตั้งกฎระเบียบกันเอาเอง

 ไม่ต้องฉงนใจหรือเห็นว่ากฎหมายไม่เข้าข้างคนที่ถือหุ้นมากกว่า ในกิจการที่สำคัญ เช่นการเพิ่มทุน ลดทุน การเลิกบริษัท กฎหมายก็จัดบทบังคับเอาไว้ว่าต้องได้มติที่ประชุมส่วนใหญ่ที่เรียกว่า มติพิเศษ

 หมายความว่าต้องมีการประชุมถึงสองครั้งในเรื่องนั้น โดยในครั้งแรกจะต้องมีการออกเสียงลงคะแนนข้างมากให้ได้ไม่ต่ำกว่า สามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมด และครั้งที่สองก็ต้องยืนตามมติครั้งแรกไม่ต่ำกว่า สองในสามของคะแนนเสียงทั้งหมด นั่นก็หมายความว่าคนที่ถือหุ้นมากกว่าก็เสียงดังกว่าได้ในเรื่องสำคัญ 

 แต่ถ้าเรื่องทั่วไป เราเจ้าของบริษัทก็จัดทำข้อบังคับในการออกเสียงข้างมากโดยถือตามจำนวนหุ้นก็ได้ ไม่ต้องใช้วิธียกมือ ก็คือจะเขียนกฎอย่างไรก็ทำได้โดยกฎหมายไม่ได้ล้วงลูกนั่นเอง

"ศรัณยา ไชยสุต"