
มองผ่านเลนส์คม - อ่าน ความสุขแห่งชีวิต อีกครั้ง
ก่อนสิ้นปี 2553 ที่ผู้หลักผู้ใหญ่ภาพปรากฏในสังคมน่าเคารพกำลังเล่นลิ้นปลิ้นปล้อน นักการเมืองเห็นแก่ประโยชน์ตนหนักข้อขึ้นทุกวัน ผู้คนที่รู้สึกไม่มั่นคงเริ่มประจบประแจงฝากเนื้อฝากตัวผู้มีอำนาจหวังเอาตัวรอดโดยไม่ละอายแก่ใจ และในแวดวงครูอาจารย์ที่อวดฉลาดแต่ล้า
กลางดึกคืนหนึ่ง ท่ามกลางเสียงฝนกระหน่ำลงบนหลังคา บางประโยคจากนิยายเยาวชน เรื่อง ‘ความสุขแห่งชีวิต’ ผุดขึ้นในสมอง ประโยคนั้นไม่ชัดเจนนักว่าถ้อยคำเต็มๆ ว่าอย่างไร จนต้องรื้อค้นมาอ่านอีกครั้ง
‘ความสุขแห่งชีวิต’ (The Human Comedy) บทประพันธ์ของ วิลเลียม ซาโรยัน (William Saroyan) นักเขียนอเมริกันเชื้อสายอาร์เมเนีย (ค.ศ.908-1981) เขียนนิยายเรื่องนี้ในปี ค.ศ.1943 เรื่องราวของโฮเมอร์กับยูลิซิส ลูกชายของครอบครัวแมคคอลี่กับผองเพื่อนชาวเมืองเล็กๆ ชื่อ อัธคา ในแคลิฟอร์เนีย
ประโยคที่ว่ามาจากบทที่ 11 เป็นคำพูดของครูสอนประวัติศาสตร์โบราณอาวุโสชื่อมิสฮิคส์ เรื่องมีอยู่เด็กชาย 3-4 คนต้องลงวิ่งข้ามรั้ว โฮเมอร์กับฮิวเบิร์ตซึ่งเป็นลูกผู้ดีและมั่งคั่ง เกิดถกเถียงกัน ครูให้โฮเมอร์ กล่าวคำขอโทษ เขาลุกมากล่าวคำขอโทษแต่โดยดี ครูกักตัวนักเรียนทั้งสองไว้สั่งสอนหลังเลิกเรียน แต่ครูพละซึ่งมีเจตนาเอาอกเอาใจฮิวเบิร์ตเข้ามาโกหกว่าเขาได้ขออนุญาตอาจารย์ใหญ่ให้ฮิวเบิร์ตไปวิ่งแข่งได้ ครูอาวุโสรู้ว่าครูพละซึ่งเคยเป็นศิษย์ของหล่อนโกหก กล่าวกับโฮเมอร์ว่า “ถ้าหากว่าเดี๋ยวนี้เธอสองคนจะไม่ถูกกัน นั่นก็เป็นธรรมดา ครูอยากให้เขารู้ว่าทั้งเธอและเขาเริ่มจะเป็นอารยะ เพราะเธอยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน ทั้งๆ ที่ไม่ถูกกัน การเป็นอารยะนี่แหละคือสิ่งที่เราต้องเรียนรู้จากการศึกษาประวัติศาสตร์ยุคโบราณนี้”
สำหรับครูพละนั้น ครูฮิคส์วิจารณ์พฤติกรรมว่า “เขามาที่นี่ มาจงใจปด หลอกลวงครูเหมือนกับที่เคยทำเมื่อตอนที่เรียนอยู่ในห้องเรียนนี้ สมัยที่ยังเด็ก เขาไม่เคยเรียนรู้อะไรเลยนอกจากประจบสอพลอคนที่เขารู้สึกว่าเหนือกว่าเขาอย่างไร้ยางอาย”
ในสนามนักกีฬากำลังจะวิ่งข้ามรั้ว ครูฮิคส์ปล่อยให้โฮเมอร์ลงไปวิ่งโดยไม่ต้องเปลี่ยนชุด เธอตามลงมาเชียร์เด็กๆ ทุกคน ครูพละเห็นโฮเมอร์กระโดดรั้วแรกแล้วออกนำฮิวเบิร์ตพลันวิ่งไปขวางหน้าบอกว่าผิดกติกา จนโฮเมอร์ล้มลง ฮิวเบิร์ตได้แสดงความเป็นลูกผู้ดีมีอารยะของเขาโดยการหยุดวิ่ง เขารอให้โฮเมอร์ลุกขึ้น จากนั้นจึงออกวิ่งแข่งกันไปถึงเส้นชัย ฉากนี้ซาโรยันตบหน้าคนสอพลอให้ได้อาย
ทุกวันนี้โรงเรียนมัธยมมีครูอย่างครูพละชื่อ บายฟิลด์ อยู่บ้าง ซึ่งน่ารันทดหดหู่สำหรับผู้เป็นศิษย์ยิ่งนัก ตอนอยู่กันสองคนในห้องเรียน ครูฮิคส์พูดกับโฮเมอร์ว่า “...ไม่ว่าลูกศิษย์ครูจะเป็นคนรวยหรือคนจน นับถือคาทอลิกหรือโปรเตสแตนท์ หรือเป็นยิว ไม่ว่าจะมีผิวสีอะไร จะดำ จะขาว จะเหลือง ไม่ใช่เรื่องสำคัญ จะเป็นเด็กฉลาดหรือปัญญาทึบ จะเป็นอัจฉริยะหรือเป็นเด็กธรรมดา ครูไม่สนใจทั้งนั้น ถ้าหากเด็กคนนั้นมีความรักในเพื่อนมนุษย์ มีน้ำใจกรุณา ถ้าเด็กคนนั้นรักความจริง รักเกียรติ ครูไม่ได้อยากให้ลูกศิษย์ทั้งชั้นมีกิริยามารยาทเหมือนกันไปหมด ถ้าหากเป็นเด็กดีแล้วจะแตกต่างกันไปถึงไหนก็ไม่เป็นไรเลย ครูอยากให้ลูกศิษย์ของครูทุกคนเป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้อยากให้ทำเหมือนใครคนอื่น เพื่อว่าครูจะสอนได้ง่ายขึ้น”
นิยายทรงคุณค่าและน่ารักที่สุดเรื่องนี้ เด็กๆ ครู ผู้ปกครองหรือคนธรรมดาก็อ่านได้ ลืมบอกไปว่า- มัทนี เกษกมล เป็นผู้แปล แพรวสำนักพิมพ์จัดพิมพ์ครั้งล่าสุด
"จำลอง ฝั่งชลจิตร"



