
Let Me In หนังชอบสุดแห่งปีของสตีเฟ่น คิง
ขณะที่โลกของวัยรุ่นหนุ่มสาวเทน้ำหนักไปที่กลุ่มหนังอย่าง twilight จนเกิดศัพท์แสงและความเป็นลัทธิตามมิติของวัฒนธรรมป๊อปขึ้นมามากมายนั้น
ถ้าลองชายตามองไปพื้นที่อื่นๆ นั้น เราจะเห็นด้วยว่า แวมไพร์ไม่ใช่โลกของ twilight แค่นั้น หากแต่อยู่ในหนังสือการ์ตูนเกาหลี และโลกของเด็กที่เล็กลงมาอีกอย่าง Let Me In ซึ่งว่ากันว่ามีต้นตอแท้จริงมาจากหนังของสวีเดน ที่มีความเชื่อเรื่องพวกนี้เข้มข้นพอสมควร
Let Me In ส่งเสียงให้ผู้คนสนใจได้พอสมควรจากการใช้ทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก แต่ที่น่าจะดังขึ้นไปอีกก็คือ หลังจากออกฉายไม่นาน นิตยสาร entertainment weekly ไปสัมภาษณ์ สตีเฟ่น คิง ว่าเขาชอบหนังเรื่องใดสัก 10 เรื่องของปีนี้
คิง ก็ตอบมาหลายเรื่อง แต่เรื่องที่เขาเลือกอันดับ 1 คือ Let Me In ซึ่งเกี่ยวกับแวมไพร์เด็กสาว ที่มีความสัมพันธ์กับเด็กผู้ชายที่พ่อแม่แยกทางกัน
จะบอกว่านี่คือ แวมไพร์เวอร์ชั่น the lost soul ก็น่าจะได้ เพราะว่าตัวแวมไพร์นั้น เดินทางทั้งร่อนเร่และรอมแรม ผ่านเส้นทางขรุขระของชะตากรรม จนไปพบกับเด็กผู้ชายที่มีสภาพของ underdog เต็มตัว ผมว่าแวมไพร์อย่าง Let Me In ต่างไปจากแวมไพร์ของ twilight ตรงที่มันลดละเลิกความอิโรติกแบบหนุ่มสาว แต่ไปเพิ่มความรู้สึกเปลี่ยวร้าง เหงาค้างและไม่สามารถหาคำตอบได้ของวัยเด็ก ที่อาจจะเพียวมากในแง่ของความสัมพันธ์ และแน่นอนว่าไม่มีเซ็กส์
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม หนังเรื่องนี้ก็ถูกแปะป้ายว่าห้ามดูสำหรับเด็กๆ ซึ่งหลังจากดูแล้วที่ลิโด้ก็พบว่า มันมีฉากฆ่ากันแบบเกินระดับอยู่บ้าง แต่ฉากเซ็กส์นั้นแทบไม่มีเลย (ยกเว้นการเห็นหน้าอกของสาวคนหนึ่งในต้นเรื่อง) บทหนังยอดเยี่ยมตรงที่ไม่ให้เห็นอะไรบางอย่างในหนัง แต่ให้คนดูตีความไปเองตามความคิดของเขา เช่น เด็กใส่แว่นในรูปถ่าย ที่อยู่ในพื้นที่ของแวมไพร์สาว ซึ่งน่าจะเป็นคนรักของเธอในอดีต ที่อาจกลายสภาพมาเป็นตาแก่ต้นเรื่อง และการลดฉากที่เน้น spectacles แบบ drag me to hell ลงไป แต่ยังคงสามารถทำให้คนดู อยู่ในความตื่นเต้นได้แม้แต่ฉากเหงาๆ
ผมชอบแตกต่างไปจาก คิง ตรงที่หนังได้เอาชื่อเรื่องคือคำว่า Let Me In มาเล่นในลายมิติ อาทิ การเข้าไปในพื้นที่(space) ของตัวละคร, การแบ่งเวลากันอย่างชัดเจนระหว่างกลางวันกับกลางคืน หรือความมืดกับแสงแดด, การแยกโลกของมนุษย์กับแวมไพร์, การใช้รูปแบบการจัดฉากแบบหนังยุโรปที่เน้นน้ำหนักของฉาก จนเห็นได้ว่าถ้าเกิดภาวะ Let Me In ขึ้นมาเมื่อไหร่ หรือเคลื่อนย้ายตำแหน่งอุปกรณ์เมื่อไหร่ ความหมายของฉากนั้นๆ จะสามารถเปลี่ยนได้เลย
คำว่า Let Me In จึงมีความหมายมากกว่าแค่มิติของการอนุญาตให้ใครเข้าไปในพื้นที่ของใคร แต่มันมีมิติของความหมายที่ว่า ถ้าใครสักคนยอมให้ใครอื่นเข้ามาทำความรู้สึกหรือ Let Me In เสียแล้ว พื้นที่หรือทิศทางต่างๆ ที่มนุษย์ได้แบ่งเอง จัดสรรเอง ก็จะหมดไป (นี่อาจเหมารวมถึงแวมไพร์ชนิดต่างๆ ด้วยที่แบ่งพวกกันเอง หาใช่แค่มนุษย์)
ผลระทบอย่างหนึ่งที่ถ้าหากว่าหนังเรื่องนี้ จะช่วยบวกอีกแรงกับกลุ่มหนังแวมไพร์ก็คือ มันอาจทำให้อุตสาหกรรมหนังผีแหวะๆ ในปี 2011 ตกลงไปพอสมควร เพราะช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตระกูลของหนังแวมไพร์นั้น ได้แย่งเม็ดเงินไปจากคนดูอยู่ไม่น้อย นิตยสารอย่าง MOJO ที่เพิ่งเล่นสกู๊ปของ queen และชอบแถมซีดีเพลงเก่าๆ นั้น ยังเคยเหน็บว่า นี่คือ vampire's effect
ที่มีผลมากกว่าการหวังว่าเด็กจะอ่านหนังสือจากกลุ่มหนังสือพ่อมดที่เรียกว่า harry potter's effect เสียอีก หรืออีกนัยหนึ่ง พ่อมดอาจจะ “ล้าสมัย” และหนังแวมไพร์นั้น “อินเทรนด์” มาแทนที่ ใครว่างๆ ลองไปดู Let Me In ยังคงมีโปรแกรมอยู่บางรอบตอนนี้
"นันทขว้าง สิรสุนทร"



