
พระพร ภิรมย์ มรณภาพ คนลูกทุ่งเศร้าอาลัย
เที่ยงตรงของวันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม วงการลูกทุ่งสูญเสียพระพร ภิรมย์ นักร้องนักแต่งเพลงไปอย่างไม่มีวันกลับ หลังจากที่อาพาธอยู่ในโรงพยาบาลมาหลายเดือน
รังสรรค์ มีสมวงษ์ บุตรชายพระพร ภิรมย์ให้สัมภาษณ์ถึงการมรณะภาพของหลวงพ่อกับทีมข่าว ”คมชัดลึก” ว่า
“หลวงพ่อเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลสงฆ์เมื่อวันที่ 25 มกราคมปีที่ผ่านมาด้วยอาการเส้นเลือดในสมองตีบอาการก็ยังทรงๆ มาตลอดจนเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ท่านเข้าห้องไอซียู เพราะมีอาการติดเชื้อ ต้องให้ออกซิเจน ซึ่งเราเพิ่งจัดงานทำบุญวันเกิดครบ 82 ปี ให้หลวงพ่อเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมาครับ“
ก่อนหน้านั้น มีการนำเสียงสัมภาษณ์หลวงพ่อพร ภิรมย์ นำมาใส่ในแผ่นซีดีแจกในงานพระราชทานเพลิงศพของครูจิ๋ว พิจิตร เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งในแผ่นมีเสียงหลวงพ่อพูดถึงครูจิ๋ว พิจิตร
สำหรับพระพร ภิรมย์ มีชื่อจริงว่า บุญสม มีสมวงษ์ เกิดเมื่อ 29 พฤศจิกายน 2471 เป็นชาวพระนครศรีอยุธยา เกิดในครอบครัวลิเก พ่อชื่อนายประเสริฐ และนางสัมฤทธิ์ มีสมวงษ์ จึงเป็นผู้เชี่ยวชาญเพลงไทยเดิม และได้รับความรู้เรื่องดนตรีจากครูบุญยัง-บุญยง เกตุคง สองพี่น้องศิลปินแห่งชาติผู้ล่วงลับไปแล้ว
บุญสม จบการศึกษาชั้นมัธยม 3 จากโรงเรียนวัดบพิตรพิมุข ในกรุงเทพฯ หลังจบการศึกษา ก็เลิกเรียน เพราะไปหัดร้องเพลงได้ค่าตัวดีมาก นอกจากนั้นก็ยังรับทำขวัญนาค และพากย์หนัง จากนั้นก็ไปอยู่กับคณะงิ้ว ต่อมาได้รู้จักกับเสน่ห์ โกมารชุน ที่ชักชวนให้มาเล่นลิเก เขาตระเวนเล่นลิเก ทั้งในกรุงเทพฯ อยุธยา และโคราช จนขึ้นชั้นเป็นพระเอกลิเกชื่อดัง โดยใช้ชื่อว่าบุญสม อยุธยา เมื่อมาอยู่ในคณะเกศคง ดำรงศิลป์ ของ ครูบุญยงค์ เกศคง ต่อมาย้ายมาอยู่คณะหอมหวล และที่นี่บุญสม โด่งดังสุดขีดในบทจะเด็จ แห่งเรื่องผู้ชนะสิบทิศ จนในปี 2501 ครูมงคล อมาตยกุล หัวหน้าวงดนตรีจุฬารัตน์ ต้องมานั่งดูอยู่สองคืน แล้วชวนมานั่งคุยที่บางลำพู เพื่อชวนมาเป็นนักร้องในวง
วันรุ่งขึ้นครูมงคลได้นัดให้ไปพบที่ห้างแผ่นเสียงดีคูเปอร์ ราชดำเนิน เพื่อดูนักร้องดังอัดแผ่นเสียงกัน แล้วพาไปเลี้ยงอาหาร ที่ ร้านอาหารเฉลิมและมาต่อเพลงกันที่นี่ บุญสมร้องไป ครูมงคลก็เคาะนิ้วเป็นจังหวะพร้อมเขียนโน้ตเสร็จสรรพ 3 เพลง จนบันทึกเสียงในชื่อ พร ภิรมย์ คือเพลง “ลมจ๋า” , “ กระท่อมทองกวาว “ , “ลานรักลานเท “ที่พร ภิรมย์ร้องเองแต่งเอง แต่เพลงยังไม่ดัง จากนั้นก็หันไปร้องเพลง “ดอกฟ้าลับแล” ของ ไพฑูรย์ ไก่แก้ว ก็ยังไม่ดังอีกจนเริ่มท้อ และอยากกลับไปเล่นลิเกตามเดิม แต่ในเพลงที่ 5 “บัวตูมบัวบาน“ ที่ร้องเองแต่งเองอีกครั้ง และตั้งใจว่าจะเป็นเพลงสุดท้าย ถ้าไม่ดังก็จะเลิกร้องเพลง แต่เพลงนี้ก็ทำให้ชื่อ พร ภิรมย์ แจ้งเกิดสำเร็จในปี 2503 มีชื่อเสียงโด่งดัง และกลายมาเป็นหนึ่งในสี่ทหารเสือของวงจุฬารัตน์
พร ภิรมย์ ร้องเพลงอยู่กับวงดนตรีจุฬารัตน์หลายปี มีผลงานบันทึกเสียงประมาณ 200 เพลง โดยเพลงที่ร้องส่วนใหญ่ คือร้อยละ 95 เขาเป็นผู้แต่งเอง โดยใช้นามปากกาว่าบุญสม อยุธยา เอกลักษณ์ความโดดเด่นในเพลงของพร ภิรมย์ ที่หาใครเสมอเหมือนก็คือการเขียนเพลงในแนวนิทานชาดก เพลงแฝงธรรมะ และเพลงลีลาไทย ใช้ภาษาสวยงาม ในระดับคีตกวี โดยใช้ดนตรีไทยเดิมบวกเทคนิคการแหล่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
เพลงที่ได้รับความนิยมก็อย่างเช่นเพลง "บัวตูมบัวบาน" , "ดาวลูกไก่" , "ดาวจระเข้" , "วังแม่ลูกอ่อน" , "กลับเถิดลูกไทย", จำใจจาก, น้ำตาลาไทร, เห่ฉิมพลี, วังแม่ลูกอ่อน, ไม้หลักปักเลน เป็นต้น
เมื่อครั้งชาย เมืองสิงห์ มาสมัครเป็นนักร้องในวงดนตรีจุฬารัตน์ ครูมงคล อมาตยกุล ก็ให้พร ภิรมย์ ตัดสิน ว่าจะรับชาย เมืองสิงห์ เป็นนักร้องในวงหรือไม่ โดยจะต้องแหล่สดๆ โต้กับพร ภิรมย์ ออกอากาศทางวิทยุ ซึ่งคนในวงการลูกทุ่งถือกันว่าครั้งนั้น เป็นการโคจรมาเจอกันของสองอัจฉริยะในแนวทางเดียวกัน
พร ภิรมย์ ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน 2 ครั้งจากเพลงบัวตูมบัวบาน และ ดาวลูกไก่ และได้รับรางวัลกึ่งศตวรรษลูกทุ่งไทย ในปี พ.ศ. 2532 จากเพลงบัวตูมบัวบาน และ พ.ศ. 2534 จากเพลงดาวลูกไก่
พระพร ภิรมย์ บวชเป็นพระภิกษุ ฉายา “ปุญญวังโสภิกขุ“ อยู่ที่วัดรัตนชัย (วัดจีน) ต.หอรัตนชัย อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่ พ.ศ. 2524 โดยไม่สึกจนถึงปัจจุบันก่อนที่จะมรณภาพ ในที่สุด
ศพของพระพร ภิรมย์ ตั้งอยู่วัดมกุฎกษัตริยาราม ศาลา10 สวดพระอภิธรรมตั้งแต่วันจันทร์ที่ 6 ถึงศุกร์ที่ 10 ธันวาคม โดยจะเก็บไว้ 100 วันก่อนจะขอพระราชทานเพลิงศพต่อไป



