
Unstoppable ขนบซ้ำซากของฮอลลีวู้ด
ตัวละครสองคนที่ต้องมาอยู่ด้วยกัน ในสถานการณ์ที่มีเงื่อนไข (ไม่เกี่ยวกับเวลาก็มักเป็นพื้นที่) คู่ตัวเอกในหนังที่ต้องมีความแตกต่างทางสีผิว (ที่คนหนึ่งต้องดำ อีกคนต้องขาว) ทั้งสองคนแคแรกเตอร์ ต้องมีแบ็กกราวน์ที่แตกร้าวเกี่ยวกับครอบครัวหรือคนรัก รอบๆ ตัวละครแ
ครับ, องค์ประกอบของหนังแบบนี้ เรามักพบเห็นในหนังทั่วๆ ไปของฮอลลีวู้ด หรือถ้าพูดให้ชัดสักนิด มันมักถูกนำมาใช้ในหนังแอ๊คชั่นที่มีตัวละครเป็นพวกดูโอ ตัวชูโรง เราไม่ได้หมายถึงแต่ Unstoppable เท่านั้น หากแต่ยัง “เหมาคลุม” ถึงงานอย่าง die hard, bad boy, con air หรือที่น่าจะอ้างอิงได้อย่างเต็มปากเต็มคำก็คือ lethal weapon series ที่มี เมล กิ๊บสัน มาแสดงอยู่หลายภาค (สูสีกับบทตำรวจของ บรู๊ซ วิลลิส ใน die hard)
อันที่จริง เงื่อนไขที่หนังสร้างให้แก่พล็อตเรื่อง น่าจะทำให้เนื้อหามีความตื่นเต้นและสนุกไปตลอดทาง แต่กลายเป็นว่าหลังจากดูไป 30 นาทีแล้ว
นอกจากจะไม่มีอะไรใหม่แล้ว เวลาที่เหลือกว่าชั่วโมง สามารถเดาได้ว่า บทจะไปทางไหน สถานการณ์จะเป็นอย่างไร
ฉากแรกๆ ที่พอจะทำให้หนังเริ่มมีความตื่นเต้นนั้น หลังจากผ่านไป 35 นาที ในตอนที่รถบรรทุกม้ามาจอดขวางทางรถไฟที่กำลังวิ่ง หลังจากนั้น สูตรสำเร็จต่างๆ ที่ฮอลลีวู้ดเคยใช้และยังใช้ ก็ดาหน้าเข้ามา ตั้งแต่การให้ตัวละครผ่องถ่าย มานั่งเล่าอดีตที่เจ็บปวดผิดพลาดขณะปฏิบัติหน้าที่ (จำได้ใช่ไหมว่า เคยมีตำรวจกำลัง “ยิงต่อสู้” กับผู้ร้ายในหนังเรื่องอื่นๆ แล้วชวนเพื่อนคู่หูระบายความหลัง ทั้งที่กำลังยิงต่อสู้กันอยู่) ประการต่อมา มิเพียงแคแรคเตอร์หลักจะต้องขัดแย้งกันพอเป็นธรรมเนียม (กล่าวคือทะเลาะกัน เหน็บกัดแต่แรก ก่อนจะดีกันในเวลาต่อมา)
แต่ตัวละครอื่นๆ “ที่อยู่ข้างหลัง” ก็จะต้องอยู่คนละฝ่าย เพื่อนทำให้ “สีของดราม่า” มันเข้มขึ้น (นอกจากทางจิตวิทยา ที่สีผิว ดำ-ขาว ของตัวละครจะทำให้รู้สึก เป็นคนพวกอยู่แล้ว โดยทางจิตวิทยา และมันเป็นสูตรว่าทำไม หนังดูโอนั้น สองตัวละครนั้น ต้องมีผิวคนละสีมาตลอด)
Unstoppable ไม่ได้ทำอะไรผิดพลาดกับคนดู มันมีความตื่นเต้นประมาณหนึ่ง แต่สำหรับคนที่คุ้นชินกับหนังฮอลลีวู้ดมาพักหนึ่ง นี่อาจเป็นงานน่าเบื่อสำหรับคนดูที่จับทางได้ จากการดูหนังฮอลลีวู้ดบ่อยๆ เอง ที่บอกว่า Unstoppable ไม่ได้ทำอะไรผิด เพราะบทหนังเลือกที่จะเล่าเรือง เดินเรื่อง และไปทุกสถานการณ์ “ลัดเลาะ” ไปตามโครงการสร้างเก่าเก็บ ที่เราเรียกว่า formular plot นิยมยอดฮิต
ถ้าจะมีอะไรที่เป็นคุณค่าของหนัง สำหรับผม สิ่งนั้นเห็นจะเป็น “การผุดพรายขึ้น” ของความคิดที่ว่า ผ่านไป 30 ปี
โครงสร้างและสูตรแบบนี้ใช่ไหม ที่จะยังคงขายได้สำหรับแมสฯ แบบไหนนั้น ก็คือองค์ประกอบ 5-6 ข้อที่อยู่ต้นบทความของชิ้นนี้
ไปดู Unstoppable เถอะครับ ถ้าคุณชอบหนังที่เล่นกับเงื่อนไขและสถานการณ์
อ้อ ถ้าผมเป็นตัวละครในหนังเรื่องนี้ และรถไฟขบวนนั้นต้องแล่นผ่านสภาการเมืองของประเทศหนึ่งแถวๆ เอเชีย
ที่ทะเลาะกันไม่เลิก อาจจะเป็นการดีกว่า ที่ผมจะไม่ต้องหาทางหยุดเบรกอะไรเลย (ฮา)
"นันทขว้าง สิรสุนทร"



