บันเทิง

คมเคียวคมปากกา -  บัณฑาย

คมเคียวคมปากกา - บัณฑาย

03 ธ.ค. 2553

เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ แรม ๙ ค่ำ เดือน ๑๒

  และแล้ว  ค่ายกองทุนศิลปินครูบ้านป่า สลา  คุณวุฒิ ครั้งสุดท้ายประจำปีนี้ก็ผ่านพ้น  ได้พำนักพักแรมในค่ายหลายคืน  ทำให้รู้จักมักคุ้น โรงเรียนประทาย และ อำเภอประทาย  จังหวัดนครราชสีมา มากขึ้น  นี่กล่าวเฉพาะเมืองเล็กๆ นะครับ  อย่างเมื่อต้นปีได้ไป อำเภอขุนหาญ  จังหวัดศรีสะเกษ ก็ได้ชมบ้านชมเมืองของเขา  ยิ่งเวลาเดินชมหรือจับจ่ายของในตลาดสดนี่  เป็นอะไรที่ถูกใจจริงๆ

 “ประทาย”  ไพเราะทั้งรูปคำและเสียงคำ  แต่ไม่มีความหมายให้เข้าใจได้โดยตรง  เพียงเห็นชื่อนี้เจนตา  เพราะต้องนั่งรถผ่านโคราชไปขอนแก่นเป็นประจำ  ก่อนนี้มีโอกาสได้ไปเมืองนี้บ่อยขึ้น  เมื่อเพื่อนบ้านคนหนึ่ง  เขาล้มในห้องน้ำ  เดินไม่ได้  ไปหาหมอโรงพยาบาลตามปกติ  ขณะเดียวกันก็มีเสียงร่ำลือว่ามีหมอแผนไทยประยุกต์คนหนึ่งที่ประทายเก่งมาก  เขาเทียวไปให้หมอจับเส้น  รับยามานวดเอง  รับยาหม้อมาต้มกินเอง  ตอนนี้เขาดีขึ้นมาก  จากพูดไม่ได้หรือพูดไม่ชัดก็พูดชัดขึ้น  จากเดินไม่ได้ก็เริ่มเดินเองได้  หลายครั้งที่ผมติดรถเพื่อนบ้านไปด้วย  เพื่อให้หมอตรวจเส้น  ซื้อยานวดมานวดเอง  ซื้อยาต้มมาต้มกินเอง  ผมเป็นโรคปวดหลังเรื้อรัง  ก็รู้สึกว่าตัวเองดีขึ้น  เพียงแต่เป็นคนไม่ค่อยมีวินัยในเรื่องการกินตามหมอสั่งเท่านั้น  ด้วยท่านห้ามหลายอย่างที่ผมติดกินอยู่  หมอท่านนี้นอกจากดูแลผู้ป่วยนอกเวลาแล้ว  ยังทำงานประจำในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งด้วย  ท่านเรียนจบจากหลายสำนักการศึกษาของภาคอีสาน  ผู้ที่เข้าหาหมอต้องนัดล่วงหน้า  บางวันคนเยอะมาก  หมอท่านนี้ชื่อ ธนกร  วิเวก  ดูเหมือนมีเว็บไซต์ด้วย

 เห็นไหม?  ว่าด้วยเมืองประทาย  ไหลถึงหมอประทาย  ทั้งนี้ย่อมเป็นเพราะความประทับใจในตัวหมอท่านนี้  แม้หลังๆ ผมไม่ค่อยได้ติดตามเพื่อนบ้านไปหาหมออีก  เพราะเวลาว่างไม่ตรงกัน  พอมีค่ายเยาวชนรักอ่านเขียน  ก็ได้ไปค้างเมืองนี้ตั้ง ๓ คืน  คืนแรกไปถึงเจ้าภาพนัดพบที่ร้านอาหารชื่อ “บัณฑาย”  โดยมีสร้อยต่อท้ายว่า “อาหารไทยรสจัด”  จึงได้พบกลอนบทนี้เขียนด้วยชอล์กไว้บนแผ่นกระดาน...
  “มีเรื่องราวเล่าขานตำนานหนึ่ง
 เป็นที่ซึ่งพักแรมเมื่อคืนหงาย
 เหล่าขุนศึกผ่านมาพักที่บัณฑาย
 อันความหมายป้อมปราการอันเกรียงไกร
 บัณฑายค่ายที่พักเมืองด่านนอก
 คำเล่าบอกจักกล่าวแจ้งแถลงไข
 ภาษาขอมยุครุ่งเรืองศิวิไลซ์
 ขอขานไขในปริศนาว่า “บัณฑาย”

 จบกลอน  ลงชื่อผู้เขียนว่า “พเนจร”  คืนนั้นมีอาหารหลายอย่าง  ทั้งปลาทอดน้ำปลา  ปลาราดพริก  ผมไม่ได้ละเลียดรสชาตินัก  เพราะเหนื่อยและง่วง  ยังมีลูกสาวเจ้าของร้านตัวเล็กๆ ชื่อ “แตงโม”  แสดงความกระตือรือร้นดูแลพวกเรา  ก่อนกลับยังขอถ่ายรูปกับผม  สักพักคุณพ่อของเธอก็มาขอถ่ายรูปด้วย  ตอนนั้นคิดไม่ถึงหรือสังเกตอะไร  กลับที่พักนั่นแหละถึงพอนึกได้ว่าชายผู้เป็นคุณพ่อของน้องคนนั้นเป็นตำรวจในชุดเครื่องแบบครึ่งท่อน  วันหลังเขาจึงแวะเวียนมาหา  ทั้งชุดในและนอกเครื่องแบบ  นำสมุดบันทึกส่วนตัวมาให้อ่าน  เป็นบทกลอนสั้นๆ ที่เขาแต่งไว้ยามว่าง  พูดคุยและอ่านบทกลอนของเขาแล้ว  ผมก็คลายความเกร็งจากความเป็นตำรวจของเขาไปมากโข  กระทั่งรู้สึกถูกคอถูกชะตาไปโน่น

 ไม่บ่อยนัก  ที่จะสนิทชิดเชื้อกับคนในเครื่องแบบ  ไม่ว่าเครื่องแบบอาชีพไหนก็ตาม  แต่กับคนนี้จากเห็นบรรยากาศร้านที่เขาตกแต่ง  เห็นรายการอาหารที่นำเสนอลูกค้า  หรือลายมือเขียนความในใจของเขาจากสมุดบันทึก  ก็เล่นเอาผมถึงกับติดลมในวันสุดท้ายของงาน จากบ่ายถึงค่ำที่ร้าน “บัณฑาย”  รายการอาหารทยอยมาให้ลิ้มรส  เรื่องราวเริ่มเปิดเผยให้รับรู้  หนึ่งก็คือเขาเรียนนิติศาสตร์จากรามฯ  ไม่ฝันเป็นตำรวจ  แต่บังเอิญสอบติดเพื่อครอบครัว  ชอบคิดชอบอ่านชอบเขียน  อีกหนึ่งคือคุณพ่อของเขาเคยเป็นนักเขียนยุคเฟื่องฟูแห่ง “ฟ้าเมืองไทย” ของบรรณาธิการ อาจินต์  ปัญจพรรค์ ในนามปากกา “จ่าจ่อย”    
  
 เมืองประทาย, หมอประทาย, ตำรวจประทาย, นักกวี “พเนจร” ประทาย, ผมยังคิดถึง “บัณฑาย”

"ไพวรินทร์ ขาวงาม"