บันเทิง

My Soul to Take

My Soul to Take

02 ธ.ค. 2553

ว่ากันว่าผู้กำกับหนังหลายคนในฮอลลีวู้ดเปรียบได้กับขิงแก่ ยิ่งสูงวัย ยิ่งเผ็ดซ่านร้อนแรง ความสามารถและลีลาในการเล่าเรื่องยิ่ง เจนจัด ลุ่มลึกตามไปด้วย ดูอย่าง ‘คุณปู่’ คลิ้นท์ อีสต์วู้ด สิครับ ‘ปู่’ ทำหนังเฉลี่ยแล้วปีละหนึ่งเรื่อง แต่คุณภาพในหนังของ ‘ปู่’

 แม้แนวทางการทำงานบางคนจะแตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่ประสบการณ์ และความคร่ำหวอดในการทำงาน ล้วนบ่มเพาะความเชี่ยวชาญการทำหนังของแต่ละได้เป็นอย่างดีทีเดียว ยกตัวอย่างอีกคนคือ ท่านเซอร์ ริดลี่ย์ สก็อต ผู้กำกับท่านนี้ ไม่เคยทำหนังเล็กๆ ส่วนใหญ่มักเป็นหนังสงคราม หนังมหากาพย์ แต่ ‘หนังของท่านเซอร์’ เกือบทุกเรื่อง ล้วนพูดถึงความห้าวหาญในจิตใจที่ใหญ่เกินตัวมนุษย์ อาทิ “Gladiator” “Black Hawk Down” ล่าสุดกับหนังที่เล่าถึงวีรบุรุษคนยากอย่าง “Robin Hood” แม้แต่เจ้าพ่อหนังซอมบี้ที่ชื่อ จอร์จ เอ โรเมโร่ หนังซอมบี้แต่ละเรื่องของ ‘ลุงจอร์จ’ ล้วนแล้วแต่ วิพากษ์สันดานความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ อันไร้ซึ่งชีวิตจิตใจไม่ต่างจากผีดิบซอมบี้แม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็น “Night of the Living Dead” “Dawn of the Dead” “Land of the Dead” “Diary of the Dead” และ “Survival of the Dead”

 ที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมด เป็นเพียงคนทำหนังส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่อาจจะยกเว้นกับคนทำหนังบางคน ที่นับวัน ฝีมือการทำหนังจะยิ่งลดน้อยถอยลง สวนทางกับจำนวนของหนังที่ทำและระยะเวลาการทำงานของเขา ถ้าเอ่ยถึงเจ้าพ่อหนังสยองขวัญ มีผู้กำกับไม่กี่คนหรอกครับที่ได้รับฉายานี้ จะมีก็เช่นที่ยกตัวอย่างไปคือ ลุง จอร์จ เอ โรเมโร หรืออาจจะรวม จอห์น คาร์เพนเตอร์, โจ ดังเต้ และ เวส คราเวน ที่คนหลัง กลับมาสร้างชื่ออีกครั้งในหนังชุด “Scream” ทั้งสามภาค หนังเขย่าขวัญไซโค-ทริลเลอร์ เรื่อง “Red Eye” แต่ที่น่าผิดหวังอย่างแรงก็คือหนังเรื่องล่าสุดของเขาที่ชื่อ “My Soul to Take”
 
 หนังจับเอาเหตุการณ์เขย่าขวัญที่เกิดขึ้นในเมืองเล็กๆ ที่ชื่อ ‘ริเวอร์ตัน’ อันมีตำนานเล่าขานต่อๆ กันว่า ฆาตกรต่อเนื่องรายหนึ่งก่อนจะถูกฆ่าตาย เขาสาบานว่าจะกลับมาเอาชีวิตเด็ก 7 คน ที่เกิดในวันเดียวกับที่เขาถูกสังหาร...หลังจากนั้น 16 ปีถัดมา ก็เกิดเหตุฆาตกรรมลึกลับกับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง และลุกลามต่อเนื่องสะเทือนขวัญคนทั้งเมือง ซึ่งก่อนหน้านั้นเพียง 1 วัน เด็กๆที่เกิดในวันเดียวกับฆาตกรถูกฆ่าตาย ได้มารวมกลุ่มกันจัดกิจกรรมลับๆ ริมแม่น้ำ เพื่อหาผู้กล้าต่อกรกับฆาตกรโรคจิตจากอดีตรายนี้

 มองเผินๆ ดูเหมือน “My Soul to Take” เป็นหนังสยองขวัญที่พยายามจะเอาใจวัยรุ่น ตามรอยความสำเร็จก่อนหน้าของ เวส คราเวน อย่าง “Scream 1-3” “Cursed” โดยในหนึ่งชั่วโมงแรก หนังเล่าเรื่องของกลุ่มวัยรุ่น มีหัวโจกชาย-หญิง เป็นอันธพาลครองโรงเรียน  มีกลุ่มตัวละครเอกคอยชิงไหวชิงพริบกันตลอดเวลา ครั้นพอหนังเดินทางมาถึง 45 นาทีสุดท้าย กลับหันไปเล่นกับปูมหลังของตัวละคร ย้อนไปสำรวจเงื่อนปมทางจิต พฤติกรรมและความผิดพลาดในครั้งหนหลังที่เกิดกับครอบครัวตัวละครหลัก ก่อนจะคลี่คลายเหตุการณ์ด้วยวิธีง่ายดาย แต่ไม่สามารถคลายปมที่ผูกไว้ได้ทั้งหมด ทิ้งปริศนาคาใจ โดยเฉพาะความไม่น่าเป็นไปได้ การหักมุมที่ไม่น่าเชื่อถือ ที่สำคัญคืออารมณ์ของหนังไม่ปะติดปะต่อ ข้ามไป กระโดดมา ขาดการเชื่อมต่อของตัวละคร ที่ดูเหมือนจะพยายามวางปมไว้ตั้งแต่แรก

 ไม่น่าเชื่อว่า คนทำหนังชั้นเซียนอย่าง เวส คราเวน ซึ่งไม่เพียงแค่หนังสยองขวัญที่ตัวเขาถนัดถนี่ ช่ำชอง และเชี่ยวชาญ มานานหลายปี หลายเรื่องได้ทั้งเสียงชื่นชมและความนิยม บางครั้งเปลี่ยนแนวไปทำหนังดราม่า ก็เป็นงานคุณภาพที่น่าพอใจ โดยเฉพาะหนังอย่าง “Music of the Heart” แต่พอมาถึง “My Soul to Take” สำหรับแฟนหนังที่ติดตามงานของเขามานาน ต้องถือว่าน่าผิดหวังไม่น้อย สำหรับผู้กำกับที่เคยมีหนังขึ้นหิ้งมาแล้ว อย่างน้อยก็ในความคิดของผม

ชื่อเรื่อง : My Soul to Take
ผู้เขียนบท - กำกับ : เวส คราเวน
นักแสดง : Max Thieriot, John Magaro, Denzel Whitaker, Zena Grey
วันที่เข้าฉาย : 25 พฤศจิกายน

" ณัฐพงษ์ โอฆะพนม"