
คมเคียวคมปากกา - ฝนเทวา ๒๕๕๓
เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ แรม ๒ ค่ำ เดือน ๑๒
คราวก่อนเล่าเรื่องไปงานเลี้ยงฉลองแต่งงานของ “ลูกสาวกวี ประเสริฐ จันดำ” วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ พลอยทำให้ได้รำลึกถึงกวีผู้ล่วงลับไปเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ และอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อเจ้าภาพเชิญแขกกลุ่มเราขึ้นเล่นดนตรี เพลงสายเพื่อชีวิตเก่าๆ ก็ตรึงใจและถูกขอมากเป็นพิเศษ
เพลงหนึ่งที่เปิดตัวเองอีกครั้งบนเวทีนั้นก็คือ “ฝนเทวา” ของ คาราวาน ขับร้องและบรรเลงกีตาร์โดย ชูเกียรติ ฉาไธสง ฮาโมนิก้าโดย จามิกร แสงศิริ และนั่นเป็นเหมือนของขวัญพิเศษสำหรับคู่บ่าวสาว เพราะผู้ประพันธ์เพลงนี้ คือกวี ประเสริฐ จันดำ
คิดไม่ถึง งานเลี้ยงในโรงแรมหรูกลางกรุง จะมีโอกาสได้ยินเพลงนี้ และเมื่อได้ยินแล้วก็เป็นรสชาติพิเศษทางโสตประสาท ให้ทั้งปีติยินดีและถวิลหาอาวรณ์ ไม่บ่อยนักที่เราจะเห็นงานเลี้ยงรื่นรมย์เปิดช่องให้ความเศร้าลึกๆ เข้ามาอบอวลในบรรยากาศ ทำให้คิดไปถึงชีวิตของลูกสาวกวีผู้นี้ เป็นนิยายในตัวเองหลายฉากหลายตอน บางทีเธอซึ่งชอบการประพันธ์อาจนำไปแต่งเป็นนิยายก็ได้ ยิ่งได้ฟังว่า...เธอได้พบเจ้าบ่าวผู้นี้ เพราะวันหนึ่งกำลังตามหาหนังสือของพ่อ บังเอิญฝนตก จึงไปหลบฝนอยู่หน้าร้านหนังสือแถวถนนรามบุตรี และเจ้าของร้านหนังสือคนนั้น ต่อมาก็คือเจ้าบ่าวคนนี้นี่เอง...
โชควาสนานำพารักละหรือ? หรือเป็นเพราะว่า “ฝนเทวา” ดลบันดาลใจในอีกหลายฉากชีวิต?
ว่าด้วยหนังสือที่ได้รับมอบในวันนั้น ๒ เล่ม คือ “ขลุ่ยไม้ในย่าม เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์” เรียบเรียงโดย ชูเกียรติ ฉาไธสง และ “ทางเส้นเก่า” รวมเรื่องสั้นของ สุรชัย จันทิมาธร
เล่มแรก อ่านมาบ้างแล้วจาก เนชั่นสุดสัปดาห์ ใครเป็นมิตรรักนักเพลงและนักกวีของ “พี่เนาว์” กับ “นกน้อย” ก็ลองหาอ่านดู เพราะระหว่างตระเวนแสดงดนตรีในนาม “คันนายาว” นั้น กิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมของวงดนตรีนี้ก็มิอาจเลี่ยงพ้นจากสถานการณ์บ้านเมืองที่วิกลวิกฤติ ความเห็นหรือความรู้สึกของผู้เรียบเรียงและผู้ถูกเรียบเรียง จึงเกี่ยวเนื่องกับเรื่องบ้านเรื่องเมืองด้วย
เล่มสอง บางเรื่องเคยอ่านจากที่อื่นแล้ว แต่กำลังทยอยอ่านใหม่ สารภาพตามตรง โดยจริตส่วนตัวนอกจากชอบเพลงของ หงา คาราวาน แล้ว ยังชอบเรื่องสั้นในแบบ สุรชัย จันทิมาธร ตั้งแต่ “มาจากที่ราบสูง” “เดินไปสู่หนไหน” “ความบ้ามาเยือน” พบว่าหลายเรื่องง่ายและงามอย่างน่าประหลาด ทั้งที่ฟังมาว่าหลายเรื่องผู้เขียนได้เขียนขึ้นแบบรวดเดียวจบ ไม่มีการเกลาแต่อย่างใด ฟังเขาเปิดใจวันนั้นประมาณว่า แค่มีเวลาอารมณ์รู้สึกนึกคิดเขียนเรื่องสั้นให้จบได้สักเรื่องนี่ ก็ถือเป็นบุญวาสนาแล้ว บางทีนั่นอาจเป็นปฏิภาณเฉพาะตัวของเขาแบบคนเรียนเขียนรูป ที่ชอบสเก็ตซ์รูปสดๆ ซึ่งมิใช่สูตรสำเร็จสำหรับนักเขียนทั่วไป ผมอ่านเรื่อง “พระกระโทก” “กีตาร์หายไป” และ “อีแก่” แล้ว รู้สึกอึ้ง และอิ่ม...
ลองดูปฏิภาณกวีของเขาที่ลงลายมือชื่อมอบหนังสือให้ผม...
“สำหรับพี่ไพวรินทร์ กวีถิ่นอีสาน อีกหนึ่งที่ทำนาน เป็นชาวบ้านที่รอบรู้ เป็นนักคิดนักเขียน เป็นคือเทียนที่ส่องสู้ เป็นคำแพงแห่งกูรู กวีผู้ - ไพวรินทร์”
บางคำผมก็เขินๆ อยู่นะครับ แบบพี่เขาก็ชมมากไปหน่อย แต่อยากนำมาให้อ่านแบบสนุกๆ “พี่หงา” บอกไว้ว่าคำทุกคำนั้นตั้งใจใช้ ไม่ว่า “พี่ไพวรินทร์” “ทำนาน” “กวีผู้” โดยเฉพาะคำหลังนั้นพี่เขาบอกว่าชอบมาก เพิ่งคิดได้ตอนนั้นเอง หมายถึงกวีตัวผู้ เอ๊ย...กวีชาย...
ว่าด้วยปฏิภาณกวีของพี่เขา ก็คิดถึง ประเสริฐ จันดำ อีกนั่นแหละ ตอนประเสริฐเสียชีวิต สุรชัยน่าจะเป็นคนแรกๆ ที่ร่ายกวี...“ประเสริฐ จันดำ จำเอ๋ย จำลา เพื่อนรัก ของข้า เพื่อนพ้อง น้องพี่...”
ฟังเป็นทำนองเพลงทันทีทันใด ดังนั้นเวลาได้อยู่ใกล้นักเพลงที่เป็นนักกวีในตัวด้วย ไม่ว่า “พี่เนาว์” “พี่หงา” “นกน้อย” ผมจึงชอบแอบสังเกตและชื่นชมความสามารถของเขา หลายครั้งก็ถามว่าเหนื่อยไหมที่ต้องร้องเพลงเสียงสูงๆ หรือร้องเพลงโดยไม่หลงเสียงและจำเนื้อเพลงได้อย่างไรทั้งที่นั่งจิบๆ กันทั้งวัน คือบางคนที่เขาร้องเพลงเป็นนี่ กินดื่มยาวนานอย่างไร พอขึ้นเวทีแสดง เสียงก็สร่างและใสทันที
เอ้อ...นี่มิได้สนับสนุนให้คนจิบๆ อย่างว่านะครับ ก็แค่ปรารภรำพึงปฏิภาณในแบบผมเท่านั้น!
"ไพวรินทร์ ขาวงาม"



