
หนังกับฟุตบอล ศิลปะกับสินค้า โมเดิร์น อาร์ตแบบสเมอร์นอฟ
คำพูดของ เดวิด กิลล์ CEO ของแมนฯ ยูฯ ก็ดี หรือวาจาของเซอร์บ็อบบี้ ชาร์ลตัน แห่งสถาบันผีแดงก็ดี สิ่งที่ทั้งสองคนพูดต่อหน้าสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 16 สิงหาคมปีที่แล้ว เกี่ยวกับแผนการขยับขยายสโมสรฟุตบอล ให้กลายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของวัฒนธรรมนั้น อธิบายได้ด้วยหนั
ถ้าคุณได้ไปแมนยูฯ ช่วงปีที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ ลองเดินเข้าไปในเมกะสโตร์และเลี้ยวไปทางขวาสุดมุม คุณจะพบรูป drawing แนวศิลปะของ ไรอัน กิ๊กส์ และ ริโอ เฟอร์ดินานด์ ติดอยู่ตามผนังสโตร์อย่างสวยงาม
ดูผ่านๆ มันก็อาจจะไม่มีอะไร แต่พิศและเพ่งด้วยสายตา นี่คือการพยายามจะเปิด "โลกใหม่" ด้วยแนวคิด วัฒนธรรมทุกอย่างนั้น เกี่ยวข้องกันหมด แบบที่วอดก้าพรีเมียมอย่าง smirnoff เอง ก็เคยใช้เป็นคอนเซ็ปต์ในการโฆษณาตามสื่อต่างๆ ทั่วโลก..
ใครที่เคยดูหนังสั้นของ smirnoff ที่เปิดตัวกับแมนยูฯ คงจะพบว่า content ของเรื่องนั้น ถูกเล่าเรื่องคู่ขนานไปกับความเป็นตำนาน(legend)ของ smirnoff และ Manchester United สลับกับการใช้สีขาวดำเพื่อแสดงถึงการเป็นประวัติศาสตร์
แล้วทำไม smirnoff กับ Man U ถึงมาเกี่ยวข้องกับหนัง? การเริ่มต้นเดินทางจากหนังโฆษณาสั้นๆ (มีนักศึกษาเอาหนังเรื่องนั้น ไปตัดฟุตเตจทำหนังเกี่ยวกับฟุตบอลแบบ feature ในลอนดอน) นั้น แสดงถึงการใช้วิธีคิดที่ว่า นับแต่ไป วัฒนธรรมและบันเทิงทุกอย่างต้องพึ่งพาอาศัยกัน ไม่มีแล้วว่า แยกกันอยู่อย่างโดดๆ ..
การที่ smirnoff ออกแพ็กเกจ red devil edition นั้น ก็เป็นการควบรวมระหว่างความเป็น cult(ลัทธิ)ของฟุตบอล กับการแสดงคุณค่าของเครื่องดื่มในแง่ของการเล่นกับพื้นที่จำกัด
....มันไม่ต่างอะไรจากตอนที่ แมนฯ ยูฯ เอาภาพวาด รูปวาด หรือศิลปะลายเส้นมาวาดนักฟุตบอล แล้วติดตามฝาผนัง เพื่อจะประกาศกับแฟนๆ ว่า ฟุตบอล หรือเครื่องดื่ม กระทั่งหนังหรือดนตรี ไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป
การเลื้อยหรือไหลลื่น...ไปสู่กันและกันของศิลปะยุคใหม่ จึงไม่มีกำแพงใดๆ มาเป็นอุปสรรคที่วัฒนธรรมจะแต่งงาน หรือสมรสกัน (กระทั่งแอบอยู่กินอย่างลับๆ) นี่อาจเป็นเหตุผลไม่มากก็น้อย ที่ถ้าคุณเห็นขวดสินค้าของ smirnoff เห็นผนังสโมสรของแมนฯ ยูฯ แล้วจะเห็นการดีไซน์ตามมา และเห็นลวดลายศิลปะภาพวาดอยู่ในสิ่งนี้
คิดให้ลึกลงไปอีกนิดเพื่อความสนุก
..ต่อไปนี้ เมื่อเราเป็นอยู่คือ หรือเที่ยวดื่มกินอะไร ดูหนังฟังเพลงหรือไปงานปาร์ตี้ เราก็คงจะสนุกกับมองหา message หรือสารที่ซ่อนอยู่ให้เราติดตาม (นี่หมายความว่า ถ้าเราอยากจะมีสาระกับการเที่ยวเฮฮาๆ ไปด้วยแบบไม่เครียด)
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อผมเห็นผนังแมนยูฯ เป็นรูปวาด ผมก็อยากจะคิดต่อว่า ทำไมเขาต้องทำแบบนี้, ยกตัวอย่างว่า เมื่อนักเที่ยวดื่มกินเฮฮาอยู่ในสถานบันเทิง ทำไมรูปทรงองค์เอวของขวดเครื่องดื่มถึงมีความสวยงาม (ราวกับทรวดทรงของหญิงสาว) หรือว่าถ้ามีการใช้ดนตรีแบบหนึ่งในสถานที่นั้น ทำไมเพลงแบบนั้นจึงเป็นที่นิยมของผู้คน
วิธีการคิดแบบนี้ ก็เหมือนกับที่เคยตั้งคำถามว่า ทำไมระยะหลังๆ หนังกับฟุตบอลและเครื่องดื่มกับดนตรี ถึงมาอยู่ด้วยกันบ่อยๆ จนจะว่าไป ซีนแบบนี้ ภาพเหล่านี้ แทบจะปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับฟุตบอลทุกเรื่อง (ล่าสุดก็คือหนัง maradona)
ขณะที่ smirnoff เดินทางไปสู่โลกของศิลปะกับดีไซน์(แพ็กเกจจิ้ง) ไม่ได้ล็อกกลอนตัวเองแค่การเป็นเครื่องดื่ม ...ตัวของศิลปะ โมเดิร์นเอง ก็ถูกเชื้อเชิญ ชักชวนให้เข้ามามีส่วนร่วมกับอาร์ตๆ ทุกแขนงๆ ไม่ว่าจะเป็นหนัง ดนตรี หรือปาร์ตี้และถ้าหนังเรื่องหนึ่ง มีแค่ชื่อและนักแสดง, เพลงบทหนึ่งมีแค่ตัวโน้ต และเครื่อมดื่มมีแค่น้ำ หากแต่ขาดรส
เป็นไปได้ว่า เมื่อโลกหมุนกลิ้งไปสู่ศตวรรษที่ 21 วิธีคิดพื้นๆ แบบนี้ จะถูกลืมไป
เพราะโลกวันนี้เป็นเรื่องของ “แนวคิด”
ไม่ใช่ “แค่เรื่อง” ของ “แบรนด์”
"นันทขว้าง สิรสุนทร"
[email protected]



