บันเทิง

มองผ่านเลนส์คม-ตลาดจานดำ

มองผ่านเลนส์คม-ตลาดจานดำ

22 พ.ย. 2553

บ้านไหนที่ติดตั้งจานรับสัญญาณดาวเทียมระบบซีแบนด์ โดยเฉพาะจานยี่ห้อ "พีเอสไอ" จะได้เห็นช่องรายการใหม่ๆ ที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น

การปรากฏตัวของช่องข่าว "สปริงนิวส์" และช่องข่าว "ทีเอ็นเอ็น 24" ในจานซีแบนด์ ก็ทำให้จานดำ "ครบมุมข่าว" แบบที่หาชมไม่ได้จากการติดตั้งเสาก้างปลา

 ช่องข่าวทีวีดาวเทียมมีความหลากหลายและความแปลกใหม่ ไล่เลียงมาตั้งแต่เจ้าเก่าจากช่องข่าว "เนชั่นแชนแนล" ผู้บุกเบิกสถานีข่าว 24 ชั่วโมง สู้กับรายการข่าวทางฟรีทีวี

 นอกจากนี้ยังมีช่องข่าวฮาร์ดคอ อาทิ เอเอสทีวี, สุวรรณภูมิ, 13 สยามไท, เอเชียอัพเดท และ ทีนิวส์

 รวมทั้งช่องข่าวครึ่งบกครึ่งน้ำอย่าง "วอยซ์ทีวี" ที่ได้ข่าวว่าปีหน้าจะเปิดตัวเป็น "สถานีข่าว" เต็มรูปแบบ

 นี่คือความต่างที่เห็นได้ชัดระหว่าง "รายการข่าวฟรีทีวี" กับ "รายการข่าวทีวีดาวเทียม"

 พัฒนาการสถานีข่าวดาวเทียม ย่อมปฏิเสธการเติบโตของ "ตลาดจานดาวเทียม" ไม่ได้ โดยผู้ผลิตและจำหน่ายจานรับสัญญาณดาวเทียมระบบซีแบนด์ ที่ครองมาร์เก็ตแชร์กว่า 80% คือ "พีเอสไอ"

 แต่จานดำพีเอสไอ 90% ยังอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัด ส่วนตลาดกรุงเทพฯ โตช้ามาก ทั้งที่ได้ชื่อว่าคนกรุงเป็นผู้ที่รับรู้ข่าวสารได้รวดเร็วกว่าคนต่างจังหวัด

 อย่างที่ทราบกันในแวดวงทีวีดาวเทียมว่า มีผู้ชมทีวีผ่านจานและเคเบิล 20 ล้านครัวเรือนไทย แต่ลูกค้าและเอเยนซีก็ยังไม่สนใจใช้เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อทางเลือกเหล่านี้

 เนื่องจาก "ทีวีดาวเทียม" ขาดข้อมูลเชิงสถิติเพื่อยืนยันความนิยมของผู้ชม ที่ใช้เวลาอยู่กับช่องรายการต่างๆ ซึ่งมีมากกว่าร้อยช่อง

 วันก่อนเห็นโฆษณาการจัดทำระบบเรตติ้งของ "พีเอสไอ" ผ่านทางวอยซ์ทีวี จึงหาข้อมูลเพิ่มจากเว็บจานดำก็ทราบว่า พีเอสไอ ได้ลงทุนประมาณ 30 ล้านบาท จัดทำระบบวัดเรตติ้งผู้ชมรายการผ่าน "กล่องรับสัญญาณพีเอสไอ" รุ่นโอทู อันเป็นการสำรวจเรตติ้งแบบดิจิทัล 

 เวลานี้พีเอสไอติดตั้งซอฟต์แวร์ "เรตติ้งบ็อกซ์" ไปแล้วประมาณ 100 จุด คาดว่าสิ้นปีนี้จะติดตั้งจำนวน 400 จุด โดยวางเป้าหมายกำหนดกลุ่มตัวอย่างไว้ทั่วประเทศ 2,000 ตัวอย่าง ภายในปี 2554

 ทำไมพีเอสไอต้องลงทุนทำการสำรวจเรตติ้ง? ทั้งที่พีเอสไอไม่ใช่เจ้าของสถานี ไม่ใช่ผู้ผลิตรายการ

 ไม่แน่ใจว่าพีเอสไอจับมือทำร่วมกับทีวีดาวเทียมช่องไหนหรือเปล่า เพราะพีเอสไอเป็น "คนขายจาน" ไม่จำเป็นต้องพึ่งโฆษณา

 มองอีกด้านหนึ่ง ทีวีดาวเทียมช่องต่างๆ จะอยู่ได้ต้องมีรายได้จากการขายโฆษณา เมื่อ "อุตสาหกรรมทีวีดาวเทียม" รุ่งเรืองในอนาคต ย่อมหมายถึงความรุ่งโรจน์ของ "ตลาดจานดาวเทียม"

 พีเอสไอจึงเชื่อมั่นว่า จุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมทีวีดาวเทียมในปีหน้าจะอยู่ที่ "เรตติ้งบ็อกซ์" ที่จะยืนยันตัวเลขผู้ชม มันจะกระตุ้นการใช้เม็ดเงินโฆษณาในเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียม ให้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 10% ของงบฟรีทีวีประมาณ 5-6 หมื่นล้านบาท

 โฆษณาที่ปรากฏอยู่ในจอทีวีดาวเทียมเวลานี้ ส่วนใหญ่เป็น "สินค้าขายตรง" และอัตราค่าโฆษณาก็ต่ำมาก แต่เมื่อมองโดยภาพรวม ก็ถือว่าเริ่มกระเตื้องขึ้นกว่าในอดีต

 ฉะนั้นปี 2554 จะเป็นปีแห่งความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมทีวีดาวเทียมอย่างมิต้องสงสัย

 แคน สาริกา