
คมเคียวคมปากกา - ขลุ่ยไม้ในย่าม...เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ทางเส้นเก่า...สุรชัย จันทิมาธร
เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๒
ชีวิตก็พันพัวนัวเนียอยู่กับอะไรประมาณนี้ คนบ้านนอกไปอยู่กรุงเทพฯ โดนเติบ ซ้ำอยู่ในแวดวงบทเพลงบทกวี ครั้นจากกรุงเทพฯ หลายปีก็มิอาจตัดขาดสายน้ำแห่งความหลัง เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ก็ยังต่อสายความคิดถึงเสมอ บางที...ความบังเอิญก็เกิดขึ้นให้อัศจรรย์ใจเสมอ แบบ...เพราะสิ่งนั้นมี...สิ่งนี้จึงมี...
เที่ยงอาทิตย์ ๑๔ พฤศจิกายน ผมไปร่วมงานเลี้ยงแต่งงานของ “น้องหนิง” หรือ ทิพย์อนงค์ ตรรกวุฒิวงศ์ หรือ ไพรินทร์ จันดำ ซึ่งเป็นที่เปิดเผยต่อสารธารณะนานแล้วว่าเธอคือ “ลูกสาวกวี ประเสริฐ จันดำ” เจ้าบ่าวก็คือ ธาตรี จินตวิจิต อดีตนักข่าวสายวรรณกรรม ปัจจุบันทำร้านหนังสืออยู่แถวถนนรามบุตรี ซึ่งงานเลี้ยงนี้เขาเชิญแขกเหรื่อไม่มาก นอกจากญาติและเพื่อนฝูงเจ้าบ่าวเจ้าสาว ก็มีแขกพิเศษอยู่กลุ่มหนึ่งคือ ชมัยภร แสงกระจ่าง นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานในพิธี ตามด้วย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ชูเกียรติ ฉาไธสง ประไพพร กังสเจียรณ์ จามิกร แสงศิริ และผม งานจึงมีทั้งการพูดการกล่าว การร้องเพลง การอ่านบทกวี ร่วมกับดนตรีแจ๊สจากมหิดล
เรื่องของ “น้องหนิง” เป็นตำนานเล่าขานนานยาว สิบปีก่อนเธออายุ ๑๗ ปี ได้ออกตามหาข้อมูลความเป็นพ่อผ่านใครต่อใครรวมทั้งผม กระทั่งผมเคยแต่งบทกวี “เลือดเนื้อกวี สิบเจ็ดปีต่อมา” ปีนี้เธออายุ ๒๗ ปี จบปริญญาตรีจากเกษตรฯ จบปริญญาโทจากจุฬาฯ เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยสยาม ที่สำคัญจากที่เริ่มเรียนสายวิทย์ ก็ได้หันมาเรียนสายศิลปะที่เธอใฝ่ฝันอย่างแท้จริง เอาเป็นว่า...มีโอกาสคงได้เล่าเรื่องราวของเธออีกตามสมควร โอกาสนี้ก็ขอให้เธอและคนที่เธอเลือก มีความสุขความเจริญทางความรักความคิดฝัน และการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ และขอขอบคุณที่ให้เกียรติเชิญพวกเราซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นเพื่อนในบางระดับกับพ่อของเธอผู้ซึ่งเป็นกวีในตำนาน พวกเราแม้ดูแปลกๆ ก็ได้เอ่ยชื่อยกย่องพ่อของเธอในงานมงคลนั้น แขกหลายคนอาจประหลาดใจบ้าง แต่รับรู้ว่าทั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาวต่างปลื้มใจยิ่ง
ก่อนเริ่มงานนี้ที่โรงแม่น้ำ เรานัดพบกันบริเวณลานล็อบบี้ จิบกาแฟและเบียร์รอเวลา พลัน นกน้อย ชูเกียรติ ผู้เป็นทั้งนักร้อง และนักเขียน ก็เปิดหนังสือเล่มใหม่ของเขาด้วยการลงลายมือชื่อให้เพื่อนๆ หนังสือนั้นชื่อ “ขลุ่ยไม้ในย่าม เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์” โดย แพรวสำนักพิมพ์ ขณะที่ “พี่เนาว์” ของเราก็นั่งอยู่ตรงหน้า จึงได้ลงลายมือชื่อซ้อนให้อีกชั้น ผมถือว่านี่เป็นการ “เปิดหนังสือ” ในอีกรูปแบบ แม้จะต่อหน้าคนประมาณ ๔-๕ คนอย่างไม่เป็นทางการ (กระนั้นยังมีเจ้าหน้าที่ของโรงแรมมาร่วมชื่นชมด้วย)
“ขลุ่ยไม้ในย่าม เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์” เป็นความเรียงทัศนะชีวิต สังคม ของกวีรัตนโกสินทร์ ที่ ชูเกียรติ ฉาไธสง เคยเรียบเรียงเผยแพร่ใน เนชั่นสุดสัปดาห์ ถือเป็นหนังสือที่อ้างอิงถึงผู้คนในแวดวงจำนวนไม่น้อย ทั้งทางข้อมูลและภาพถ่าย มิได้เป็นเรื่องเฉพาะผู้เรียบเรียงและผู้ถูกเรียงเท่านั้น
กว่าจะออกจากโรงแรมชั้นหนึ่งแห่งนั้นก็ใกล้ค่ำ “พี่เนาว์” บอกว่ามีงานอยู่อีกสองงานเย็นนี้ จะเลือกไปงานไหนดี ที่สุดเพื่อนๆ ก็ตัดสินใจเลือกไปที่ ร้านบาร์โค้ต อาร์ ซี เอ ที่นั่นเขามีงานเปิดหนังสือของ “พี่หงา” หรือ สุรชัย จันทิมาธร ในเรื่องสั้นชุด “ทางเส้นเก่า” โดย สำนักพิมพ์สามัญชน เรียกว่าแม้ไม่ได้อยู่ในแผน แต่ก็เหมือนอยู่ในแผนที่ของชีวิต เพราะผู้คนที่ไปพบก็ล้วนพันพัวนัวเนียเป็นเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ กัน เอาแค่ว่าชื่อบุคคลที่เอ่ยถึงทั้งหลาย ก็ล้วนผูกพันเป็นเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ของ “พี่เสริฐ” ผู้บิดาของ “น้องหนิง” ทั้ง “พี่เนาว์” ในวัยต้นๆ เลขเจ็ด และ “พี่หงา” ในวัยต้นๆ เลขหก หลายคนอาจไม่รู้ว่าลูกสาวของกวีผู้นั้นเข้าพิธีแต่งงาน แม้แต่ “พี่หงา” เพื่อนสนิทก็ยังไม่รู้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ย่อมเป็นเพราะเจ้าภาพเธอมีความเกรงใจ และต้องการจำกัดให้เป็นเพียงแต่งานเล็กๆ ตามสมควรแก่พื้นที่ เวลา และบุคคล
อย่างไรก็ตาม ผมรู้สึกดีใจที่นานๆ เข้ากรุงเทพฯ แล้วเหมือนได้พบงานตั้งหลายงาน รวมทั้งได้เปิด “ทัศนียภาพแห่งชีวิตและมิตรภาพ” กระทั่งได้ปรับ “ภูมิทัศน์แห่งความคิดและจิตใจ”
ครับ ศุกร์หน้าคงต้องชวนฟังเพลงและอ่านหนังสือข้างต้นต่อ...ขณะที่คิดถึงเพลง “ตราบวันนี้เราเป็นนักเดินทาง...” หรือแม้แต่เพลง “ฝนเทวา” ที่ผมได้ยินในงานแต่งงานลูกสาวของ...ประเสริฐ จันดำ...
"ไพวรินทร์ ขาวงาม"



