
Fair Game
ภาพลักษณ์ของหนังเรื่องหนึ่ง ตั้งแต่เทรลเลอร์ความยาวไม่กี่นาที ผู้กำกับที่ดูถนัดถนี่กับแนวทางการทำงานในหนังแอ็กชั่น มีเพียงสองนักแสดงนำคือ ฌอน เพนน์ และ นาโอมิ วัตส์ ที่ฝีมือการแสดงของทั้งคู่นั้นหายห่วง และรับประกันได้ถึงคุณภาพที่ทั้งเข้มข้น ผ่านการเคี่ยวก
พิจารณาอย่างผิวเผิน “Fair Game” น่าจะเป็นหนังดราม่าแอ็กชั่นที่มีการแสดงชั้นดี จากนักแสดงชั้นยอด กับพลอตที่ว่าด้วยการชิงไหวชิงพริบ หักเหลี่ยมเฉือนคม ระหว่างคนดีกับคนร้าย หนังออกมาในแนวทางที่ว่านั่นละครับ เพียงแต่แค่ 10 นาทีแรกเท่านั้น...
เรื่องราวของ “Fair Game” ว่าด้วยเจ้าหน้าที่หญิงระดับสูงของซีไอเอ ออกมาเปิดโปงการทำงานอันไม่ชอบมาพากลของรัฐ โดยเฉพาะประเด็นการกล่าวหาว่าอิรักแอบซ่อนอาวุธเคมี จนนำไปสู่สงครามอ่าวในที่สุด แต่ขณะเดียวกันซีไอเอก็ออกมากล่าวหาเธอว่าเป็นเพียงแค่เจ้าหน้าที่ระดับล่าง ไม่รู้ข้อมูลจริง และถูกให้ออกจากราชการในที่สุด ครอบครัวของเธอโดยเฉพาะสามี พยายามเรียกร้องความยุติธรรมและหาทางพิสูจน์ความจริงให้ปรากฏ เริ่มจากการให้ข่าวกับสื่อมวลชน แต่ก็ถูกฝ่ายรัฐออกมาตอบโต้ แม้จะถูกต่อต้านจากคนรอบข้างและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย แต่เธอและสามีก็เดินหน้าต่อสู้กับความอยุติธรรมเพื่อให้ความจริงประจักษ์
นี่คือหนังที่สร้างจากเรื่องจริงของเจ้าหน้าที่ซีไอเอหญิงคนหนึ่ง ที่ออกมาเปิดโปงการทำงานของหน่วยสืบราชการลับ จนทำให้รัฐสภาสหรัฐอเมริกามีการตั้งกระทู้ถามอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ถึงปฏิบัติการดังกล่าว (แม้เหตุการณ์ครั้งนี้จะไม่ได้ทำให้เขาหลุดจากตำแหน่งประธานาธิบดีก็ตาม)... “Fair Game” ถือเป็นหนังต่อต้านสงครามในอีกรูปแบบหนึ่งที่แม้จะไม่ได้แสดงอาการชิงชังความรุนแรงของการก่อสงครามออกมาตรงๆ หรือเล่าถึงผลกระทบที่ส่งไปถึงผู้คนก็ตาม แต่การตั้งข้อสงสัยถึงพฤติกรรมบางอย่างอันไม่ชอบมาพากลของภาครัฐ และการออกมาเปิดโปงความจริง ที่ผู้นำของตนถืออ้างเป็นความชอบธรรมในการนำสหรัฐอเมริกาเข้าสู่สงคราม ด้วยการเปิดฉากรุกรานประเทศอิรักในเวลาต่อมา ซ้ำร้ายหนังยังฉายให้เห็นความเดือดร้อนของผู้คนในกรุงแบกแดด ชาวบ้านที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่แต่ต้องตกเป็นเหยื่อสงคราม ตั้งแต่คนเฒ่าคนแก่ไปจนถึงเด็กตัวเล็กๆ ที่นอนคุดคู้เอามืออุดหูด้วยความหวาดกลัวเสียงระเบิดที่ถล่มบ้านเกิดเมืองนอนของเขาดังสนั่นหวั่นไหว
“Fair Game” เป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องที่เหมือนจะออกอาการแสดงท่าทีต่อต้านอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช อย่างจริงจังเรื่องหนึ่ง หลังจากสารคดีเรื่องดังอย่าง “Fahrenheit 9/11” เคย ‘ด่าบุช’ ซึ่งๆ หน้า ถึงขั้นชำแหละ แล่เนื้อ เถือหนัง การดำเนินนโยบายทางการเมือง รวมทั้งเส้นทางและเส้นสายทางการเมืองที่ดูจะครอบคลุมไปถึงกลุ่มต่างๆ ที่ส่งอิทธิพลโยงใยในลักษณะเครือข่ายทั่วโลก ถ้าไมเคิล มัวร์ แสดงตนออกมาชัดเจนว่าเขาถือหางเดโมแครต...ดัก ไลแมน ผู้กำกับ “Fair Game” ก็อาจจะเป็นคนฮอลลีวู้ดอีกคนที่แม้จะไม่ได้แสดงจุดยืนทางการเมืองของตัวเองชัดเจน แต่ทำงานงานที่ถือว่าพลิกฟอร์มของเขาอย่างสิ้นเชิงแบบนี้ (ไลแมน เคยทำหนังบู๊ล้างผลาญอย่าง Bourne Identity ภาคแรก Mr. and Mrs.Smith และ Jumper) ก็อาจจะแสดงนัยว่า เขาเองไม่ได้อยู่ข้างรีพับลิกัน แม้ตอนนี้ ‘บุช’ จะลงจากอำนาจ ปล่อยให้ บารัก โอบามา ที่มีกลุ่มผู้สนับสนุนเป็นหัวคะแนนกลุ่มใหญ่ ที่ทำให้เขาชนะการเลือกตั้ง ซึ่งก็คือเหล่าคนดังในฮอลลีวู้ดที่ส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนพรรคเดโมแครตนั่นเอง
มีหนังฮอลลีวู้ดน้อยเรื่องนักนะครับที่จะแสดงท่าทีต่อต้านอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้ชัดเจนขนาดนี้ หรือไม่ก็เล่นประเด็นการเมืองอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม โดยเฉพาะหนัง Fiction เพราะส่วนใหญ่มักเป็นหนังสารคดีเท่านั้นที่จะกล้าแสดงแนวคิดทางการเมืองอย่างสุดโต่ง แม้หลายฉากในหนังจะเป็นการต่อเสริมแต่ง แต่ทว่า “Fair Game” ก็สร้างมาจากเรื่องจริง ตัวละครในเรื่องก็เป็นบุคคลที่มีชีวิตอยู่จริง หลายๆ ฉากใน “Fair Game” มีการใช้ภาพข่าวจริงๆ เข้ามาประกอบ โดยเฉพาะช่วงที่พูดถึง จอร์จ ดับเบิลยู บุช (ที่สำคัญตอนจบ มีภาพข่าวที่ปรากฏให้เห็นตัวจริงของซีไอเอหญิงกำลังชี้แจงถ้อยแถลงผ่านรัฐสภาด้วย)
มองอย่างผิวเผิน นี่คือหนังที่พูดถึงสายลับที่ถูกหักหลังโดยคนของรัฐเอง ซึ่งอาจจะดูคล้ายคลึงกับหนังสายลับเรื่องก่อนหน้าของผู้กำกับ ไลแมน อย่าง ‘สายลับความจำเสื่อม’ เจสัน บอร์น ภาคแรก และ ‘คุณกับคุณนายสมิธ’ แต่ “Fair Game” นั้น เข้มข้นและจริงจังกว่ามาก แม้หนังจะไม่มีฉากไล่ล่า ยิงกันโครมคราม แต่ความสนุกของหนังกลับอยู่ตรงการชิงไหวชิงพริบ ระหว่างอำนาจรัฐและประชาชนตัวกระจ้อยร่อย ที่หาญกล้าลุกขึ้นมาประกาศให้คนในสังคมได้รับรู้ถึงความไม่ชอบมาพากลในการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ จนต้องถูกภัยมืดคุกคาม ในขณะเดียวกันก็ต้องต่อสู้เพื่อรักษาสถานภาพของครอบครัว และปกป้องศักดิ์ศรี จากความผิดบาปที่รัฐยัดใส่มือให้
หนังเปิดตัวฉายในวงจำกัดที่สหรัฐอเมริกา ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มจำนวนโรงมากขึ้น ด้วยเสียงตอบรับที่ค่อนข้างดีวันดีคืน “Fair Game” เข้าฉายสัปดาห์แรกด้วยโรงฉายแค่ 46 โรง ก่อนจะขยับขยายมาเป็น175 โรงเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมรายได้ที่เพิ่มขึ้นกว่า 65 เปอร์เซ็นต์
แม้รายรับไม่สูงนัก แต่เป็นความกล้าที่น่านับถือของคนทำหนังฮอลลีวู้ดคนหนึ่ง
ชื่อเรื่อง : Fair Game
ผู้เขียนบท : เจส และ จอห์น เฮนรี บัทเทอร์เวิร์ธ
ผู้กำกับ : ดัค ไลแมน
นักแสดง : นาโอมิ วัตส์, ฌอน เพนน์, แซม เชพพาร์ด, บรูซ แมกกิล
เรตติ้ง : น. 15+ ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ชมอายุ 15 ปีขึ้นไป
วันที่เข้าฉาย : 18 พฤศจิกายน 2553
"ณัฐพงษ์ โอฆะพนม"



