บันเทิง

คมเคียวคมปากกา - เขาร้องเพลงลูกทุ่งให้เมืองฟัง

คมเคียวคมปากกา - เขาร้องเพลงลูกทุ่งให้เมืองฟัง

03 เม.ย. 2552

เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๒ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือนห้า

 ปลายมีนาคม  ต้นเมษายน  ค้างแรมรีสอร์ทที่เมืองอุบลฯ  ตื่นขึ้นเช้ามืดเพราะฝนตก ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง  ฟ้าผ่า ขนาดรถเพื่อนที่จอดไว้ยังร้องเตือนสัญญาณกันขโมย  พายุมาเยือนแน่ๆ  คิดถึงเหลืองดอกคูนที่สะพรั่งสองข้างทาง  ป่านนี้คงอาบฝนชุ่มฉ่ำ  ยามนี้ดอกคูนบานหลายท้องถิ่น  รวมทั้งยังพอเห็นแดงดอกจาน ม่วงดอกตะแบก อันว่าบรรดาดอกไม้เดือนห้าหน้าแล้งนั้น  ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์  ซึ่งบรรดาคนผู้โหยหาความงามความดีอย่างเราๆ ท่านๆ  พึงให้เวลาชื่นชม

 มีเรื่องเล่าจากที่เล่าไปบ้างแล้ว ว่าด้วย “เสียงแคนจากแมนชั่น” แต่งโดย วีระ  สุดสังข์  ว่ากันว่าคว้ารางวัลทั้งคำร้องยอดเยี่ยม  เพลงยอดเยี่ยม  และนักร้องชายยอดเยี่ยม (ไหมไทย ใจตะวัน)    
 ศุกร์ที่ผ่านมา ตอนบ่ายใกล้ค่ำ ต่อสายหาครูวีระ เพราะได้ข่าวเขาไปรับรางวัลครูดีเด่นที่กระทรวงศึกษาธิการ  เขารับสายแล้วตัดไป  ได้ยินเสียงเพลงและเสียงก้องเหมือนอยู่ในห้องประชุม  จึงลองเปิดโทรทัศน์ช่องเนชั่น  เห็นการถ่ายทอดสดงานมอบรางวัล “คม ชัด ลึก อวอร์ด” พอดี  เดิมทีสนใจติดตามอยู่ แต่นึกว่าจะเป็นตอนกลางคืนเสียอีก  งานนี้จึงพลันได้เห็นครูวีระที่กำลังตามหาขึ้นเวทีรับรางวัลหลายรอบ กับมาดครูบ้านนอกคาดพุงด้วยผ้าขาวม้าสีสด หลังเลิกงานเขาต่อสายกลับมา บอกว่าเห็นทางโทรทัศน์แล้ว เขาตกใจว่ามีการถ่ายทอดด้วยหรือ?  ก็แหม...โลกมันทันสมัยขนาดนี้ (๕๕๕) จะจัดงานกันเงียบๆ ได้อย่างไร  แถมผมยังยกกล้องส่วนตัวบันทึกภาพเขาตอนออกโทรทัศน์ได้ทันท่วงที  ครูบ้านนอกออกโทรทัศน์ในเมือง  เป็นภาพดูโก้ไม่หยอก

 ครับ นั่นเป็นเรื่องรางวัลอันเป็นดอกผลของการทำงาน ความยินดีย่อมได้มีการแสดงไปตามสมควรแล้ว  แต่ที่คิดถึงและจะเล่าต่อตอนนี้ก็คือ เรื่องราวระหว่างเมืองกับชนบท 

 จะว่าไปแล้ว ปมนี้มีมาหลายทศวรรษ คนหนุ่มสาวบ้านนอก ย่อมมีสักช่วงชีวิตที่ “ไฟท์บังคับทางเศรษฐกิจ” ทำให้ต้องเข้าเมืองเพื่อหางานทำ  แรงงานของเมืองจึงมักเป็นคนบ้านนอก รวมทั้งแสง สี เสียง กลิ่น และความสนุกสนานของเมือง  ที่เร้าใจด้วยความเป็นคนบ้านนอก 

 หลายต่อหลายบทเพลง บทกวี  เรื่องสั้น นิยาย ละคร ต่างเคยสะท้อนปมพิเศษนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนบ้านนอกเชยๆ ซื่อๆ  คนบ้านนอกลืมกำพืด  คนบ้านนอกสำเร็จ  คนบ้านนอกล้มเหลว  คนบ้านนอกขอทาน  คนบ้านนอกลักขโมยปล้นจี้  คนบ้านนอกกลับไม่ได้ไปไม่ถึง ฯลฯ

 เทศกาลปีใหม่  เทศกาลตรุษจีน เทศกาลสงกรานต์ คนบ้านนอกล้วนเป็นตัวแปรของเมือง 
 สำหรับเพลงลูกทุ่งแล้ว ถือว่าได้ถ่ายทอดปมนี้มากที่สุด  ทั้งไอ้หนุ่มเข้ากรุงแล้วลืมอีสาวบ้านนา  ทั้งอีสาวบ้านนาเข้าเมืองแล้วลืมไอ้หนุ่มลูกทุ่ง  หรือประเภทอีสาวเข้ากรุงแล้วท้องไม่มีพ่อ ไอ้หนุ่มบ้านนาผู้แสนประเสริฐ (๕๕๕) ยังจะรับเป็นพ่อเสียอีก  ช่างน่ารักน่าสงสารเสียจริง

 หลายปีก่อน ผมเคยแต่งกลอนแบบ “ยามหลับฝัน” คือยาม (รปภ.) หลับยามอยู่หน้าโรงงาน  แต่วิทยุของเขายังทำงานอยู่ เปิดหมอลำดังลั่น  “แผ่วท่อนเพลงพื้นบ้านผ่านหลืบเมือง”

 หรือ “เขาร้องเพลงลูกทุ่งให้เมืองฟัง” ทดลองสอดแทรกเพลงลูกทุ่งไว้หลายเพลง อย่าง “ร้องไห้ปลายนา” ของ รังษี  เสรีชัย  แต่งโดย ทินกร  ทิพมาศ  “รอทั้งปี” ของ ศรชัย เมฆวิเชียร  แต่งโดย ฉลอง  ภู่สว่าง “พรุ่งนี้พี่จะร้องไห้”  ของ เสรีย์  รุ่งสว่าง  แต่งโดย ชลธี  ธารทอง

 “เขานั้นบอกลาไปหางานทำ  ใช่คิดใจดำ  หรือทำแกล้งหลบไปไหน  เมืองบางกอกคงผูกพันใจ  นับแต่จากไป  ไม่เห็นคืนบ้านนา  ถึงปีใหม่  หมายใจจะเห็นหน้ามน  ตรุษจีนผ่านพ้น  ไม่เคยได้ยลแก้วตา  สงกรานต์ผ่านไปอย่างไร้วิญญาณ์  ขวัญตาเจ้าไม่รู้ไปไหน”

 ครับ  ท่าจะต้องมีลูกติดพันเสียแล้ว  ศุกร์หน้าพบกันครับ

"ไพวรินทร์ ขาวงาม"