
มองผ่านเลนส์คม - วิทยุรวมการเฉพาะกิจ
ช่วงที่เกิดอุทกภัยภาคใต้อย่างหนักหน่วง ผมได้มีโอกาสฟังวิทยุการจราจรจส.100 ถึงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่างๆ ที่มีการสัมภาษณ์สดๆ จากพื้นที่เข้ามาให้ผู้ฟังในกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้ทราบ
มีโทรศัพท์สายหนึ่งจากภาคใต้ ได้พูดถึงความเดือดร้อนของเขา โดยน่าจะสะท้อนปัญหาได้เป็นอย่างดีเกี่ยวกับสื่อวิทยุบ้านเรา
ชาวบ้านคนนั้นบอกว่า ก่อนที่จะมีพายุลูกใหญ่เข้ามานั้น บางคนก็ทราบข่าว บางส่วนก็ไม่ทราบเพราะสื่อที่รวดเร็วที่สุดคือวิทยุกระจายเสียง ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ เขาเล่าว่า วิทยุชุมชนที่มีอยู่ทั่วทุกตำบลอำเภอ ส่วนใหญ่จะปิดสถานีในช่วงกลางคืน หรือเปิดปิดตามอำเภอใจ
ชาวบ้านจึงพึ่งพาข่าวสารจากสื่อวิทยุชุมชนได้น้อยเต็มที
ส่วนวิทยุหลักของหลายหน่วยงานที่มีเครือข่ายทั่วประเทศ กลับมีการให้เอกชนที่เป็นค่ายเพลงหรือบริษัทที่ทำงานด้านมีเดียเช่าสัมปทานเหมาไปทั่วประเทศ ออกอากาศจากกรุงเทพฯ ยิงผ่านดาวเทียมไปในหลายจังหวัดเครือข่าย
ดังนั้นในขณะที่พี่น้องทางภาคใต้น้ำกำลังจะท่วม แต่สถานีวิทยุหลายแห่งที่ส่งมาจากกรุงเทพฯ ยังคงเปิดเพลงเล่นเกม กรี๊ดกร๊าดกันอยู่ แทนที่จะมีรายงานพิเศษเตือนภัยชาวบ้าน ซึ่งสามารถรับข่าวสารจากวิทยุได้เร็วที่สุด ต้นทุนต่ำที่สุด ฟังวิทยุจากโทรศัพท์มือถือก็ยังได้
น่าเสียดายที่ความได้เปรียบของสื่อวิทยุกลับไม่ได้ถูกนำมาใช้ ชาวบ้านในพื้นที่กล่าวมาเช่นนั้น
ทุกวันนี้ลองหมุนตามหน้าปัดวิทยุ มีไม่กี่สถานีเท่านั้นที่จะเป็นศูนย์รวมของข่าวสารน้ำท่วม หรือพยากรณ์อากาศต่างๆ นอกนั้นจะเป็นภาคบันเทิงเสียส่วนใหญ่
ที่กล่าวมานี้ไม่ได้หมายความว่าจะให้วิทยุที่มีอยู่กลายเป็นสื่อเตือนภัยทั้งหมด แต่เราน่าจะมีระบบที่เหมือนกับ”โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย” สามารถสั่งการให้สถานีวิทยุโยกสวิชต์ปุ่มเดียวถ่ายทอดเรื่องราวคอขาดบาดตายที่กำลังจะเกิดขึ้นกับประชาชนแบบวินาทีต่อวินาที
ความรวดเร็วของสื่อวิทยุ น่าจะช่วยลดความสูญเสียได้มากกว่านี้เพราะคนมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น
ช่วงนี้เท่าที่เห็นในกรุงเทพฯ นอกจากสถานีข่าวสารโดยตรงก็มีสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย 92.5 ที่มีรายการพิเศษเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวเรื่องน้ำท่วมล้วนๆ แต่ยังไม่น่าจะเพียงพอต่อความต้องการ
หลายหน่วยงานที่มีสื่อวิทยุให้เอกชนสัมปทานทั่วประเทศ น่าจะมีกฎระเบียบที่สามารถขอเวลาสักไม่กี่นาทีเมื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉิน รายงานข่าวให้ประชาชนได้ทราบบ้าง อย่าเห็นแก่ผลประโยชน์โฆษณาที่คิดกันเป็นนาทีมากจนเกินไป
รัฐบาลเองก็ควรใช่สื่อวิทยุให้เต็มประสิทธิภาพมากกว่านี้ ไม่ใช่เพื่อความบันเทิงเริงรมย์กันตะพึดตะพือ นอกจากการถ่ายทอดข่าวประจำวันน่าจะมีช่วงพิเศษเฉพาะกิจที่ทำให้คนฟังดีรับรู้เหตุการณ์ ภัยภิบัติต่างๆ พร้อมๆ กัน
บทเรียนอุทกภัยครั้งนี้คงทำให้หลายฝ่ายกลับไปคิดว่า จะใช้สื่ออย่างไรให้มีประสิทธิภาพแก่ประชาชนอย่างเต็มที่และต่อเนื่องตลอดไป ไม่ใช่ทำกันแบบไฟไหม้ฟาง
"นคร ศรีเพชร"



