
ศิลป์แห่งแผ่นดิน - สะพานหนองเขียว
สมัยหนุ่มๆ ชอบขี่จักรยาน จะว่าชอบก็ไม่เชิง คงเพราะอยากบำเพ็ญทุกข์กิริยามากกว่า อยากให้ตัวเองพบกับความเหนื่อยยากลำบากกายเสียบ้าง นั่นเพราะในวัยเด็ก ผมสุขกายสบายใจมามากเกินไป (พ่อแม่เลี้ยงดี)
การขี่จักรยานทางไกลของผม ได้รับแรงบันดาลใจจากเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นคนรักจักรยานชนิดเข้าเส้นเลือด ที่บ้านเขามีจักรยานสี่ห้าคัน วันๆ ง่วนอยู่กับการปรับแต่งซ่อม และขัดสีฉวีวรรณ บรรดาเสือหมอบของเขา
ในห้องนอนของเขา มีรูปนักจักรยานระดับโลกติดประดับอยู่เต็มไปหมด รวมทั้งรูปโฉมจักรยานตั้งแต่ยุคเริ่มต้นถือกำเนิด
ผมขี่จักรยานทางไกลอยู่เกือบ 10 ปี ขี่ไปทั่วทุกภาคของประเทศ ไกลสุดก็ภูเก็ต ทางเหนือก็เชียงใหม่ ทางอีสานก็เพชรบูรณ์ แล้วก็รู้ว่าตนเองไม่ได้มีความสุขกับการขี่จักรยานสักเท่าไร ก็แค่อยากให้ตัวเองรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่คนอ่อนแอ
เล่าเรื่องประสบการณ์การขี่จักรยานให้ลูกฟัง จนรู้สึกรักจักรยาน และขี่จักรยานได้ (โดยไม่ต้องใช้ล้อพยุง) ตั้งแต่อายุ 2 ขวบครึ่ง เขาเชื่อว่า เขาเป็นเด็กอายุน้อยที่สุดที่ขี่จักรยานได้
ที่เมืองหนองเขียว เมืองเล็กๆ ริมน้ำอู ห่างจากหลวงพระบางไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 120 กม. เราเช่าจักรยานถีบตระเวนไปทั่ว สะพานคอนกรีตข้ามลำน้ำอู ที่เมืองหนองเขียวนี้สวยงาม และดูเข้มขลังทรงพลังมาก ความยาวน่าจะเกือบ 200 เมตร เสาตอม่อแต่ละต้นสูงใหญ่ เพราะน้ำอูช่วงนี้ลึกโขอยู่ ประกอบกับทัศนียภาพที่มีเทือกเขาสูงตระหง่านทอดตัวขนาบทั้งสองฟากฝั่ง โดยเฉพาะตรงช่วงที่สะพานทอดตัวนั้น มีหน้าผาสูงขึ้น ยืนชะโงกง้ำสูงจนแหงนคอตั้งบ่า ริมฝั่งเชิงสะพานทั้ง 2 ด้าน มี “เฮือนพัก” มากมาย เรียงรายไปตามแนวฝั่งยามเย็น เราลงไปนั่งเล่น ก่อเจดีย์ทรายที่ชายหาดก่อนจะลงเล่นน้ำเมื่อตะวันคล้อยต่ำลงใกล้เหลี่ยมเขา
ลูกชายวัน 8 ขวบ ของผมพาขี่จักรยานนานเกือบ 2 ชั่วโมงในวัยกลางคนค่อนไปทางปลายอย่างผมยังไม่รู้สึกเหนื่อยเลยสักนิด ผมเล่าให้ลูกชายฟังว่า มีนักเดินทางไกลก่อนหน้าพ่อที่ขี่จักรยานข้ามทวีปไปอเมริกา และเมื่อไม่กี่ปีมานี้ มีสามีภรรยาคู่หนึ่งขี่จักรยานไปรอบโลก เป็นระยะทางถึงกว่า 6 หมื่นกิโลเมตร วีรกรรมของพ่อนั้นมันไม่ยิ่งใหญ่อะไร แต่การเดินทางของมนุษย์ก็มีความหมายในตัวมัน มีรายละเอียดให้เรียนรู้ค้นหา
ผมมีความสุขที่ได้ขี่จักรยานนำลูกชายข้ามสะพานน้ำอู จากฝั่งหนึ่งไปยังฝั่งหนึ่ง ไปเที่ยวตามหมู่บ้าน ชมวัด ชมวิว พูดคุยกับชาวบ้าน ถ่ายรูปและจดบันทึก ขากลับเราจอดจักรยานตรงกลางสะพาน ยืนดูแม่น้ำอูรินไหลไประหว่างขุนเขาชะโงกง้ำ สายน้ำเหมือนงูยักษ์เลื้อยหายไปในทิวเทือกสีเขียวครามฉ่ำชอุ่ม
สะพานข้ามน้ำอูที่หนองเขียวนี้ เป็นอีกทัศนียภาพหนึ่งที่ตราตรึงในความทรงจำ การได้เยือนมายืนอยู่บนสะพานแห่งนี้อีกครั้งนับเป็นวาสนา ตั้งใจว่า เมื่อลูกชายคนเล็ก (1 ขวบ 8 เดือน) เติบโตได้ 6 ขวบ ผมจะพาเขามาที่สะพานแห่งนี้...
ไม่รู้เพราะอะไร ผมจึงรู้สึกหลงรักเมืองหนองเขียวเสียมากมาย
"ศักดิ์สิริ มีสมสืบ"



