
คมเคียวคมปากกา ตั๊ก วงศ์รัฐ กับความในใจของผม
เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๓ แรม ๓ ค่ำ เดือน ๑๑
หลายครั้งในวงสนทนา เรามักปรารภถึงคนวัยขึ้นเลขหก ว่าเป็นวัยที่กำลังสุกงอมทางปัญญาและประสบการณ์ชีวิต ทั้งมีบทบาทสำคัญทางสังคม ลองนับไล่ดูก็พบเห็นคนรู้จักในวัยนี้จำนวนไม่น้อย หลายคนยังคงแข็งแรงทั้งกายและใจ เป็นความหวังได้อีกหลายภารกิจ
แต่ก็นั่นแหละ บางคนเพิ่งถึงหรือผ่าน “แซยิด” ได้ไม่นาน เราก็ได้ข่าวเขาลาจากโลกไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ก่อนถึง ตั๊ก วงศ์รัฐ ในวัยหกสิบต้นๆ เราก็เคยรับรู้ถึงการจากไปของ วาณิช จรุงกิจอนันต์ ในวัยไล่เลี่ยกัน แม้สัญญาณแห่งโรคาพยาธิจะแจ้งให้รู้ล่วงหน้าบ้างแล้ว แต่เราก็อดใจหายอาลัยอาวรณ์มิได้
สำหรับผม คนที่จากไปให้อาลัยหา มิได้มีเพียงคนรุ่นอาวุโสหรือรุ่นพี่ หากยังมีรุ่นเพื่อน และรุ่นน้อง เรียกว่าคนที่เดินทางเข้ามาสู่โลกใบนี้นั้น ไม่มีใครรู้ดอก ใครจะไปก่อนใคร รุ่นเพื่อนที่จากไปก่อนหน้านี้เท่าที่นึกได้ก็คือ จิตติ พัวสุทธิ นักแปลหนังสือแห่งกรุงเทพฯ ส่วนรุ่นน้องก็คือ ปุ๊ ศรีตัมภวา หรือ “ปุ๊ เวียมันเมนเต” นักร้องหนุ่มแห่งจังหวัดสุรินทร์
สมัยอยู่กรุงเทพฯ เวลามีงานศพคนรู้จัก ผมมักจะมีโอกาสไปร่วมไว้อาลัยแทบทุกงาน บางทีก็ติดรถไปกับกลุ่มเพื่อน ครั้นออกไปอยู่ต่างจังหวัด โอกาสดังกล่าวก็หาจังหวะลงตัวได้ยาก งานของ “พี่วาณิช” ก็ไม่สะดวก งานของ “พี่ตั๊ก” ก็ไม่สะดวก กระทั่งงานของ “ขวด” และงานของ “ปุ๊” ก็ไม่สะดวก
กระนั้นก็ตาม ผมมักมีโอกาสไปร่วมอาลัยงานศพคนในละแวกใกล้เคียงอยู่บ่อยๆ เรียกว่านอกจากงานแต่งงานที่มีสม่ำเสมอแล้ว งานศพก็เป็นอีกงานที่มีอย่างต่อเนื่อง วงเวียนชีวิตของ “คือคนและผู้คน” ในแบบชื่อหนังสือของ ตั๊ก วงศ์รัฐ ยังคงแสดงอุทาหรณ์สอนใจอยู่เนืองนิจ
สำหรับ ตั๊ก วงศ์รัฐ หรือ “พี่ตั๊ก” ผมน่าจะรู้จักพี่เขาที่ “ชมรมวันศุกร์” แห่งถนนราชดำเนินนั่นแหละกระมัง กระทั่งในปี ๒๕๓๘ หรือ ๑๕ ปีก่อน ผมได้รับรางวัลซีไรต์ ก็ได้ปรารภเล่นๆ ในวงกินดื่มว่าจะทำอย่างไรดี ผมเป็นคนบ้านนอก ทำอะไรเงอะๆ งะๆ จะต้องไปพบเจอชาวต่างชาติอีกจำนวนมาก ภาษาอังกฤษก็งูๆ ปลาๆ ครั้งนั้น “พี่ตั๊ก” นี่แหละกรุณาอาสาเป็นพี่เลี้ยง ชาวชมรมเห็นด้วย ผมเองก็น้อมรับด้วยความยินดี ช่วงเก็บตัวที่ โรงแรมโอเรียนเต็ล ผมกับ “พี่ตั๊ก” จึงเหมือนเป็นเงาของกันและกัน สุขๆ ทุกข์ๆ สนุกๆ สนานๆ ร่วมกัน พี่เขาเก่งเรื่องความรู้เกี่ยวกับโรงแรม เก่งเรื่องเข้าผู้คนหลากหลาย เก่งเรื่องภาษาอังกฤษ ถ้าไม่ได้พี่เขาในคราวนั้น ผมยังนึกไม่ออกจะหาใครเป็นพี่เลี้ยงได้ดีและถูกชะตากันขนาดนั้น
เรานอนห้องเดียวกัน และรู้สึกสบายใจกับพี่เขาตลอดเวลา กลายเป็นคู่หู่เฉพาะกิจไปเลย ส่วนที่พี่เขาสร้างตำนานตอนผมไม่อยู่ นอนแช่น้ำอุ่นเพลินหลับ จนน้ำล้นท่วมพรมราคาแพงของโรงแรม ผมก็ไม่ได้รู้สึกโกรธพี่เขาเลย ได้แต่เป็นห่วงและให้อภัย ทางโรงแรมก็กรุณาใจดีเปลี่ยนห้องให้ผมใหม่ ซึ่งผมต้องขอขอบคุณย้อนหลังอีกครั้ง และหวังว่าเราคงได้ร่วมอโหสิกรรมต่อพี่เขาในวาระแห่งการลาจากนี้
ก่อนหน้านี้ ผมเคยรู้สึกผิดบาปไม่น้อย เมื่อเรื่องราวที่รู้กันในวงเล็กๆ บานปลายไปตามปากต่อปาก บางทีอาจเลยเถิดเกินงามเกินความจริง กระทั่งผมต้องขอร้องว่าอย่าซ้ำเติมพี่เขาเลย แค่นี้พี่เขาก็สะเทือนใจอยู่แล้ว จนหลังๆ เมื่อผมไม่พูดถึงเรื่องนี้ คนอื่นก็ไม่ค่อยได้พูดถึงเรื่องนี้อีก ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เรามีประสบการณ์สนุกร่วมกันในบางช่วงชีวิต ที่นำเรื่องนี้มาพูดตรงนี้ในวาระนี้ (ทั้งที่เรามีตำนานอื่นๆ ร่วมกันอีกมาก) ก็เพียงแต่อยากจะบอก “พี่ตั๊ก” ว่า ถ้าผมมีส่วนทำผิดพลาดต่อพี่บ้าง ผมขอโทษด้วยครับ ส่วนที่พี่มีส่วนทำผิดพลาดต่อผมบ้าง ผมไม่มีอะไรถือโทษพี่แล้วครับ ผมรักและนับถือพี่เสมอ ชอบอ่านเรื่องสั้นในลีลาของพี่ งานของพี่ต้องจริตผมมาก โดยเฉพาะ “นกสีขาว และผู้พเนจร” ส่วนงานชุดใหม่ที่ว่าพิมพ์ทันงานศพของพี่พอดี “คือคนและผู้คน” ผมจะรอติดตามอ่านด้วยความตื่นเต้น...ตื่นใจ...ราวกับพี่ยังมีชีวิตอยู่...
วันที่ได้ข่าวว่า “พี่ตั๊ก” จากไป ผมแต่งกลอนไว้อาลัยลงในเฟซบุ๊กของผม หลายท่านคงได้ร่วมอ่านแล้ว มีโอกาสค่อยนำมาฝาก ณ พื้นที่นี้อีกครั้ง...
หลับฝันดีนะพี่...อย่างน้อยก็ฝันว่า...ตัวหนังสือของพี่ยังอยู่ในใจผม...และในใจผู้คน!
"ไพวรินทร์ ขาวงาม"



