บันเทิง

มองนอกดูใน - ตามรอย‘ธรรมยาตรา’พุทธชยันตี 2,600 ปี เส้นทางสร้างอริยชน

มองนอกดูใน - ตามรอย‘ธรรมยาตรา’พุทธชยันตี 2,600 ปี เส้นทางสร้างอริยชน

27 ต.ค. 2553

เช้ามืดวันที่ 21 ตุลาคม ที่ผ่านมา คณะ ‘ธรรมยาตรา’ พุทธชยันตี 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้ธรรมขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เส้นทางสร้างอริยชน จากเสถียรธรรมสถาน...สู่เกาะสมุย ด้วยการนำของ พระครูใบฎีกา มณเฑียร มัณฑิโร (ท่านจ้อย) เดินทางไปถวายบังคมพระ

  จากนั้นเดินทางไปที่ศาลาศิริราช 100 ปี เพื่อลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสักการะพระรูปหล่อของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อแสดงกตัญญุตาแด่พระองค์ท่าน เนื่องจากเป็นวันครบรอบ 110 ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพของ สมเด็จย่า ของปวงชนชาวไทย ข้าพเจ้าได้กล่าวกับคณะธรรมยาตราว่า สมเด็จย่าเป็นผู้ที่มีหัวใจของแม่ ที่ได้ทรงเลี้ยงพระธิดาและพระโอรสมาทั้งสองพระองค์ให้เป็นคนของโลก กตัญญูต่อโลก เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลสวรรคต พระองค์ท่านก็ยังทรงเข้มแข็งและดูแลประชาชนต่อไป เพราะท่านมีหัวใจโพธิสัตว์ ดำเนินชีวิตที่เป็นแบบอย่าง โดยมีธรรมะเป็นหลักใจ

 ดังนั้น เหล่าเยาวชนคนหนุ่มสาวจึงควรจะดำเนินชีวิตบนหนทางอย่างกตัญญูต่อหัวใจแม่ หัวใจโพธิสัตว์ อย่างคนที่มี ‘มรรค’ เป็นเครื่องประคองจิตใจ และการเดินทางไปสมุยคราวนี้จะไม่ใช่เป็นแค่การเดินทาง แต่จะเป็นการเดินทางอย่างรู้ตัว แบบคนที่ใช้การเดินทางข้างนอกเพื่อให้เข้าใจและเป็นไปต่อการเดินทางข้างในใจของเรา ข้าพเจ้าถามเด็กๆ สู้ไหม เด็กๆ ก็ตอบว่า สู้ ครั้นถามว่า สู้เพื่อใคร เด็กๆ ก็ตอบอย่างพร้อมเพรียงว่า สู้เพื่อแม่ ข้าพเจ้าจึงถามท่านจ้อยว่าท่านสู้เพื่อใคร ท่านตอบว่า สู้เพื่อมรรค ฉะนั้น การเดินทางครั้งนี้ เราทุกคนจะ สู้เพื่อแม่ สู้เพื่อมรรค  แล้วเดินทางสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และพักค้างที่หอศิลป์แห่งชาติจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

 เช้าวันที่ 22 ตุลาคม เดินทางสู่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วังน้อย และในเวลา 13.00 น. เข้าฟังการแสดงปาฐกถาธรรมเรื่อง ‘สมเด็จพระปิยมหาราชกับกุศโลบายเพื่อความปรองดอง’ ของ พระธรรมโกศาจารย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

 ตกตอนบ่าย เวลา 14.30 น. พวกเราก็ได้ฟังปาฐกถาธรรม เรื่อง ‘ศิลปะแห่งการตื่นรู้’ โดย ท่านติช นัท ฮันห์ โดยส่วนหนึ่งนั้น ท่านอาจารย์ได้เมตตาพูดถึงเรื่องการสร้างสังฆะที่น่าสนใจยิ่งว่า...การสร้างชุมชนสังฆะที่แท้จริงนั้นต้องมีการนับถือพระพุทธเจ้าที่แท้จริง และต้องสามารถค้นพบพระธรรมที่แท้จริงที่อยู่ในตัวเรา ถ้าไม่มีสังฆะแล้วก็ยากที่จะมีพระพุทธ พระธรรม อยู่ในตัวเรา  เราไม่ควรที่จะแสวงหาที่พึ่งภายนอก แต่ควรจะสร้างที่พึ่งให้เกิดขึ้นในตัวเรา เวลาที่เราภาวนา เราจะมีกายของพระพุทธเจ้า กายของพระธรรม และกายของพระสงฆ์อยู่ในชีวิตของเราในเวลานั้น...ชุมชนสังฆะที่แท้จริงคือชุมชนที่ส่งเสริมการปฏิบัติธรรม หรือจะกล่าวได้ว่า ชุมชนที่สมบูรณ์คือชุมชนที่มีการส่งเสริมการปฏิบัติธรรม สังฆะต้องมีวินัย และทบทวนข้อปฏิบัติร่วมกัน ศีลไม่ใช่ข้อบังคับ หากแต่เป็นความสุขที่จะนำเราไปสู่เป้าหมาย เราสามารถที่จะแปลศีลว่าเสรีภาพก็ได้ เราควรจะมีเสรีภาพทุกขณะที่เรามีชีวิตประจำวัน หากเรามองว่าศีลเป็นข้อจำกัด เราก็จะยังไม่สามารถเข้าใจชีวิตได้อย่างแท้จริง เพราะศีลเป็นทั้งสติและสัมปชัญญะที่จะทำให้เราเข้าใจทุกขั้นตอนของชีวิต ศีลเป็นแสงสว่างของขีวิต เป็นแนวทางแห่งความสำเร็จ เราควรนำสิ่งที่เป็นแนวทางของพระอริยเจ้ามาอยู่ในแนวทางการปฏิบัติของเรา  ถ้าตัวเราและชุมชนของเรานำข้อปฏิบัติของพระอริยเจ้ามาปฏิบัติร่วมกัน เราก็จะเป็นชุมชนที่ส่งเสริมให้เกิดอริยบุคคล...ทำให้เยาวชนคนหนุ่มสาวได้ตระหนักรู้ถึงความสำคัญของสังฆะ และการอยู่ในสังฆะนั้นสำคัญอย่างไร

 เมื่อการปาฐกถาธรรมจบลง ข้าพเจ้าได้ถวายรูปวาดของท่านอาจารย์ขณะนำบรรดาศิษยานุศิษย์เดินเล่นอยู่ที่หมู่บ้านพลัม ซึ่งเป็นฝีมือการวาดของ อาจารย์ธีระพันธ์ ลอไพบูลย์ หรือ อาจารย์กวง หนึ่งในนิสิตสาวิกาสิกขาลัย รุ่นที่ 3 ของเสถียรธรรมสถาน  จากนั้นคณะของเราก็ได้กราบนมัสการลาท่านอาจารย์ แล้วขบวนธรรมยาตราก็เดินทางมุ่งสู่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี

 รุ่งขึ้น ซึ่งเป็นวันปิยมหาราช คณะธรรมยาตราเดินทางถึงสวนโมกขพลารามโดยสวัสดิภาพ และเข้ากราบนมัสการ พระภาวนาโพธิคุณ (ท่านอาจารย์โพธิ์ จันทสโร) เจ้าอาวาสวัดธารน้ำไหล และเนื่องจากวันนั้นตรงกับวันออกพรรษา จึงทำให้พวกเราได้รู้ว่าการปวารณาให้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุได้เคยให้ความรู้ไว้ว่า

 การปวารณาให้ประโยชน์สูงสุดแก่มนุษย์ ควรจัดให้มีขึ้นเลียนแบบสงฆ์ เพื่อมีความเจริญและสันติสุข-ปวารณาฝ่ายสงฆ์, พระพุทธเจ้าทรงกำหนดให้ทำปีละครั้ง ที่ใช้คำปวารณา หมายถึงปิดปากตัวเอง คือยอมรับฟังคำเตือน  เหตุที่มีระเบียบนี้ เพราะป้องกันความฉิบหายโดยที่ไม่ยอมกัน  ประโยชน์จะมีแต่ละคน เป็นความผาสุก เมตตาปรานีกัน  ปวารณาทำให้เป็นผู้ว่าง่าย, หมู่คณะเป็นสุขสงบ, กระทั่งถึงพระอริยะ

 ความสำเร็จในการปวารณา - ยอมให้เขาตักเตือนทั้งถูกทั้งผิด, เป็นการแก้มานะทิฏฐิของตนเอง, กลุ่มชนทำปวารณาเป็นนิตย์จักรู้จักบังคับตนเอง, ไม่กล้าทำผิด แต่ละคนยอมรับฟังคำตักเตือนกัน ย่อมมีแต่ความเจริญ  ความยอมได้เป็นเหตุให้เพิ่มพูนคุณธรรมอีกหลายประการ เช่น ได้รับความเมตตาปรานี มีมิตรสหายแท้จริง, เป็นกันเอง ไม่ยกหูชูหาง, แก้ทิฏฐิตนให้น้อยลง อ่อนน้อม ไม่พองลม เป็นผู้อ่อนโยน, ไม่กระด้าง, ไม่โกรธง่าย, ไม่ต่อต้าน เป็นบุตรที่เชื่อฟังซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่าประเสริฐที่สุด ความอ่อนน้อมนำมาซึ่งบุญรอบด้าน...การทำปวารณาให้เกิดผล ผู้ใหญ่ต้องแสดงตัวอย่างนำ แล้วอบรมกันอยู่เนืองๆ”

 จากนี้ ติดตาม ‘ธรรมยาตรา’ พุทธชยันตี 2,600 ปี ธรรมะเดินทางสร้างอริยชน ได้ที่  www.sdsweb.org <http://www.sdsweb.org>

ธรรมสวัสดี
"แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต"