
มองผ่านเลนส์คม : ลูกจันทน์เทศถึงรากบัว
เพื่อนรุ่นน้องเพิ่งไปเป็นอาจารย์สถาบันอุดมศึกษาที่กรุงเก่าเปรยว่า-ไม่รู้เกิดตอนต้นรัตนโกสินทร์หรืออย่างไร เพื่อนสาวถึงนึกอยากลูกจันทน์เทศขึ้นมาเฉยๆ
หรือไปอ่านกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานพระราชนิพนธ์ในล้นเกล้ารัชกาลที่ 2 เลยอยากชิมรสชาติของผลไม้ชนิดนี้จนน้ำลายสอ
เคยห่มผ้าเหลืองบวชเรียน (บวชแล้วเรียนจริงๆ) ที่วิทยาลัยสงฆ์ภาคทักษิณชานเมืองนครศรีธรรมราช ญาติโยมซื้อลูกจันทน์เชื่อม ลูกจันทน์แช่อิ่ม หรือตากแห้งมาถวาย ของกินตำรับโบราณอย่างนี้หาตามร้านสะดวกซื้อได้ที่ไหน เมื่อทราบความรุ่มร้อนใจของรุ่นน้อง ผมรับอาสาทันทีทันใด แล้วรีบส่งข้อความถึงภรรยาอีกทอด
เรื่องกินเรื่องอยากเป็นกิเลสวาสนา บางคนอยากกินไม่ได้กิน มีเงินซื้อเป็นถังแก่กินไม่ได้ คนกินได้มีเงินกินหมอไม่ห้าม อยากกินปูนิ่มที่ ‘ร้านปูนิ่ม’ ที่เกาะเคี่ยม อ.กันตัง ยังนั่งเครื่องบินไปกิน ไปเช้ากลับบ่าย ผมเห็นมากับตาตัวเอง เจ้าของร้านเป็นน้องชายแท้ๆ ของขจรฤทธิ์ รักษา นักเขียนรางวัลศิลปาธร ไปกับพี่เจ้าของร้านไม่ต้องจ่ายสตางค์ อันนี้ก็เป็นวาสนาอย่างหนึ่ง
เข้าใจเรื่องกิน เข้าใจว่าคนอื่นภาคอื่นเขากินกันอย่างไรก็เข้าใจคน เวลาคบหากัน ถ้าเรากินของเขาได้ก็ผูกมิตรรักใคร่กันเร็ว คนเราถ้าไม่กล้าอ้าปากกินอาหารของคนอื่น อย่าหมายว่าใจคนที่เราต้องการผูกมิตรจะยอมอ้าง่ายๆ ความเมืองบางเรื่องจึงลงเอยบนโต๊ะอาหาร กินด้วยกันได้ก็อยู่ร่วมกันได้ด้วยดี ถ้าต่างคนต่างกินวงแตกทันที
วันก่อนอยากกินรากบัวต้มน้ำตาล ของหวานตำรับนี้ไม่ใช่ของชาวใต้ อาหารมีถิ่นกำเนิดของมัน เริ่มแรกจากที่เกิดเป็นแหล่งวัตถุดิบก่อนอื่น แล้วมีคนช่างคิดประดิษฐ์นำมาปรุง และปรับให้เป็นอาหารสำหรับคนทั่วไป
แม่บ้านปัจจุบันไม่ต้องคิดว่าใครปรุงทำลาบน้ำตกคนแรก ใครคิดทำแกงพุงปลาคนแรก มรดกอาหารเหล่านี้เรารับมา เมื่ออยากกินรากบัวหวานๆ ต้องเข้ากรุงเทพฯ...
วันนั้นไปพบรากบัวหั่นแว่นบางๆ ในน้ำเชื่อม ผสมลำไยอบแห้งกับแปะก๊วย คนขายใส่แก้วแช่ไว้เย็นเจี๊ยบที่รถเข็นหน้าร้านดอกหญ้าท่าพระจันทร์ รสชาติหอมหวานชื่นใจดีจริงๆ
เช้าวันศุกร์ ภรรยากลับจากตลาดพร้อมลูกจันทน์เทศลอยแก้ว รอบผลจันทน์กรีดเป็นแผ่นบางๆ แล้วจัดเป็นดอกกุหลาบสีทองแดงลอยอยู่ในน้ำเชื่อมสีเดียวกัน เห็นแล้วอยากเขียนเรื่องกินเรื่องอยากขึ้นมาทันที
เพิ่งอ่านหนังสือดีๆ ชื่อ ‘ประชาธิปไตยผืนดิน’ (Earth Democracy : Justice, Sustainability and Peace) เขียนโดย วันทนา ศิวะ นักกิจนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมชาวอินเดีย แปลโดย วิไล ตระกูลสิน พบข้อความตอนหนึ่งน่าสนใจมาก
“การขับไล่เกษตรกรออกจากที่ดิน และการทำลายดิน น้ำและความหลากหลายทางชีวภาพ คือมิติด้านลบสองอย่างในระบบอาหารของสหรัฐ อันตรายอีกด้านหนึ่งของระบบอาหารแบบอุตสาหกรรมที่ควบคุมโดยบรรษัทเอกชน คือ การคุกคามต่อสาธารณสุข เมื่อวัฒนธรรมอาหารของสหรัฐ แพร่กระจายออกไปผ่านโลกาภิวัตน์ มันได้แพร่อันตรายต่อสุขภาพไปด้วย” วันทนา ศิวะ เตือนเราว่าวัฒนธรรมอาหารที่ครอบงำด้วยผลกำไรกำลังกระจายไปทั่วโลก
จำลอง ฝั่งชลจิตร



