บันเทิง

มองโลกอย่างวิกรม - “มองงานซีอีโอ ฟอร์บส์ ที่ซิดนีย์”

มองโลกอย่างวิกรม - “มองงานซีอีโอ ฟอร์บส์ ที่ซิดนีย์”

22 ต.ค. 2553

ผมขอนำเรื่องงานสัมมนาผู้นำที่จัดขึ้นโดยนิตยสารฟอร์บส์ที่เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลียที่มีผู้บริหารจากองค์กรต่างๆ ทั่วโลกเกือบ 500 คน โดยมีผู้นำสูงสุดของเมืองซิดนีย์มาเป็นประธานและสนับสนุนค่าใช้จ่ายของงานทั้งหมด ผมได้มีโอกาสไปพูดในเรื่องของการกุศลหรือก

 ประเด็นสำคัญที่ผมได้ฟังจากงานสัมมนาในปีนี้คือปัญหาโลกและเศรษฐกิจที่ทุกคนกำลังเป็นห่วงโดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมที่กำลังขยายตัวและเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อการดำรงชีพของสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้อย่างรุนแรงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาและกำลังขยายตัวอย่างน่ากลัวไปสู่อนาคตเพราะการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในศตวรรษนี้จะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งถือเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดปัญหาก๊าซเรือนกระจกทำให้โลกร้อนเพิ่มขึ้น ทุกคนพูดถึงการเติบโตอย่างมากมายของจีนที่กำลังมีผลกระทบต่อโลกโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างมากมายหรือปัญหามลภาวะที่จีนก่อเพิ่มขึ้นทุกปี

 วันนี้ไม่มีใครจะไม่เอ่ยถึงจีนอีกแล้วเพราะทั้งประชากรที่มีจำนวนมากที่สุดและการเติบโตด้านเศรษฐกิจที่สูงที่สุดและมีกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นเร็วที่สุดล้วนเป็นตัวที่ทำให้คนทั่วโลกกำลังให้ความสนใจจีนเหมือนสหรัฐอเมริกาช่วงหลังสงครามโลกเป็นต้นมา ที่มีผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจโลกออกมาพูดว่า “หากสหรัฐอเมริกาจาม คนทั่วโลกจะเป็นหวัดหรือเป็นไข้”  วันนี้พระจันทร์ที่ประเทศจีนเริ่มกลม เริ่มโตและสว่างกว่าเมื่อวานนี้แล้วและคงจะขยายตัวมากกว่าพระจันทร์ที่สหรัฐอเมริกามากขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะสหรัฐอเมริกามีหนี้ 2 เท่าของจีดีพี หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมและขาดดุลการค้ากับต่างประเทศขยายตัวมาเป็นกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐมาหลายปีแล้วและยังไม่มีทีท่าว่าจะสามารถปรับตัวลดลงได้เลย

 เมื่อประธานาธิบดีโอบามาก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีใหม่ๆ นั้นท่านได้ประกาศว่าภายในช่วงที่รับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีจะมีการลดการขาดดุลให้เหลือครึ่งหนึ่ง แต่รู้สึกว่ากว่า 1 ปีที่ผานมาการขาดดุลไม่ได้ลดลงเลย ทำให้ความนิยมในตัวท่านประธานาธิบดีโอบามาลดลงเหลือเพียง 38% เท่านั้น และสหรัฐอเมริกาก็ขาดดุลการค้ากับจีนมากที่สุดอีกด้วย

 วันนี้โลกกำลังมีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างหนักและกำลังเป็นเหมือน “เผือกร้อน” ที่ทุกคนกำลังถือหรือบางคนกำลังอมอยู่ในปากนับเป็นภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก และดูท่าว่าจะมีการขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ผมยังมองไม่ออกถึงการที่จะยุติปัญหาโลกร้อนได้เมื่อใด เพราะการเติบโตของประชากรโลกจาก 7,000 ล้านคนจะเป็นหมื่นล้านคนอีกภายใน 40 ปีข้างหน้านั้นจะเป็นตัวที่สร้างภาระต่อโลกใบนี้อย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารที่ไม่พอบริโภคหรือเรื่องอากาศที่จะแปรปรวนอย่างรุนแรงที่จะส่งผลกระทบต่อการเกษตรทั่วโลก หรืออุบัติภัยที่จะสร้างความเสียหายให้ทุกประเทศทั่วโลกอย่างหนักขึ้นและมีความถี่มากขึ้น เป็นภาระที่จะทำให้โลกมีภาระอย่างหนักอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนอย่างแน่นอน

"วิกรม กรมดิษฐ์ "