บันเทิง

คมเคียวคมปากกา - มื้อเที่ยงพิเศษที่เจ๊ะเห

คมเคียวคมปากกา - มื้อเที่ยงพิเศษที่เจ๊ะเห

22 ต.ค. 2553

เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๓ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๑

 ระหว่างทางจาก “นราธิวาส” ไป “ตากใบ” ประมาณ ๓๓ กิโลเมตร  เราพูดคุยกันเรื่องต่างๆ มากมาย  ที่ขาดไม่ได้คือเรื่องความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ความไม่สงบหรือการก่อการร้ายแม้มิได้เกิดขึ้นทุกวัน  แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วมักกลายเป็นข่าวใหญ่ที่ตอกย้ำความน่ากลัว หลายจุดอ่อนไหวมักกลายเป็นเป้าหมาย เช่น  เผาโรงเรียน  ฆ่าครู  มีพี่ๆ เพื่อนๆ กวีที่เป็นครูทางภาคใต้  เขาก็เล่าให้ฟังว่าคนตายหรือการฆ่ากันตายทางภาคใต้  มักถูกโยนความผิดไปยังกลุ่มผู้ก่อการร้าย  ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายฝ่ายไหน บางทีแค่การหักหลังทะเลาะวิวาทฆ่ากันธรรมดาของผู้มีอิทธิพลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ภาพข่าวก็จะออกมาในลักษณะของผู้ก่อการร้าย ทั้งที่จะว่าไปแล้ว ทั่วทุกภาคของประเทศก็มีการฆ่ากันทุกเมื่อเชื่อวัน

 ลองนึกถึงชีวิตของครูแถวสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เขาต้องอยู่ในพื้นที่จริง นอกจากทำหน้าที่ครูแล้ว ยังต้องต่อสู้กับความหวาดกลัวในสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงอยู่ตลอดเวลา ครูอย่าง พันธกานท์ ตรณราษฎร์ ปัจจุบันสอนอยู่ที่ “ปัตตานี” ก็เคยเผชิญเหตุที่โรงเรียนอันเป็นที่รักถูกเผา กระทั่งเขาบอกว่า “บทกวีของผมกำลังร่ำไห้” หรือครูอย่าง  สายธารสิโป รัตนพันธุ์ ปัจจุบันสอนอยู่ที่ “นราธิวาส” ก็เคยเผชิญกับการที่เพื่อนครูถูกยิงตายเมื่อไม่นานมานี้ ล่าสุดเขามีหนังสือรวมบทกวีสะท้อนชีวิตในพื้นที่ชุด “ลมใต้ไฟ”

 บนรถตู้ เราพยายามมองสองข้างทาง เห็นแค่กิ่งไม้สดๆ ที่คนตัดมาวางบนถนนยังรู้สึกหวาดหวั่น แท้ที่จริงข้างหน้าแค่มีรถจอดเสียอยู่เท่านั้น เพื่อนผม นกน้อย ชูเกียรติ ฉาไธสง รำพึงรำพันให้ได้ยินเบาๆ ว่า “ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้เดินทางมาไกลขนาดนี้” ใช่ ...“ตากใบ” อาจไม่ไกลนักในแผนที่ระยะทางอันเป็นจริง แต่ย่อมไกลมากเหลือเกิน ในแผนที่ระยะทางอันเสมือนความน่ากลัวได้โอบล้อมไว้แล้วทุกด้าน

 หัวหน้าสำนักงานจังหวัด คุณสายัณห์ อินทรภักดิ์ คงอยากปลอบขวัญพวกเรา  จึงเปิดแผงอกที่เปลี่ยนจากชุดข้าราชการมาสวมเสื้อยืด งัดเอาพระเครื่องจำนวนมากออกมาให้พวกเราดู เซียนพบเซียนเข้าให้แล้ว เมื่อหัวหน้าสายัณห์นั่งอยู่ข้าง ท่านป่อง ต้นกล้า แผงพระเครื่องเคลื่อนที่จึงดูจะคึกคักเป็นพิเศษ เมื่อเซียนซองัดเอาแว่นส่องพระประจำตัวออกมาพิเคราะห์กันอย่างออกรส ทำให้พวกเราพลอยใจชื้นขึ้นมา

 นั่นแหละ ต่อมาเราก็ไปถึง วัดชลธาราสิงเห บางคนเรียก วัดเจ๊ะเห  หรือ วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย  ตามที่เล่าไปแล้ว  วัดนี้ตั้งอยู่ที่  บ้านเจ๊ะเห ตำบลเจ๊ะเห อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ผมได้ความรู้เพิ่มเติมว่า “เจ๊ะเห” เป็นชื่อภาษาตระกูลหนึ่ง เรียกกันว่า “ภาษาเจ๊ะเห” เป็นภาษาเฉพาะของชาวตากใบ หรือเรียกกันว่า “ภาษาไทยถิ่นใต้สำเนียงตากใบ” คนที่มีภูมิรู้และเลียนสำเนียงให้ฟังได้ก็คือ พนม นันทพฤกษ์  ผู้ตอนนี้จัดรายการโทรทัศน์ท้องถิ่น ว่าด้วยเรื่องราวความรู้ในภาคใต้ ไปไหนก็มีคนทักและจำได้ เขาเลยต้องพูดขำๆ  “เขียนหนังสือมาตั้งนาน ไม่มีใครรู้จัก ออกโทรทัศน์ไม่กี่นาที มีแต่คนเข้ามาทัก” 

 พอได้มื้อเที่ยง เจ้าภาพก็พาเราไปยัง “ร้านอาหารนัดพบยูงทอง” ที่ว่าเป็นร้านประจำของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เวลาท่านเสด็จฯ ตากใบ ทางร้านบอกว่ารายการหนึ่งที่ท่านโปรดเสวย คือ “ยำมะม่วงเบา” 

 มีคณะตามไปสมทบที่ร้านด้วย จึงแบ่งเป็นสองโต๊ะ โต๊ะเราก็ประมาณ ๑๐ คน สั่ง แกงเหลืองปลากะพงใส่ยอดมะพร้าว น้ำบูดูคู่สะตอเผา ไข่เจียวกุ้ง และอีกอย่างสองอย่าง  ที่ขาดไม่ได้คือ “ปลากุเลาเค็มทอด”  ที่มีข้อแม้...โต๊ะเดียว จานเดียว  ชิ้นเดียวเท่านั้น...กินคนละคำสองคำ อยากสั่งเพิ่มอีกหลายๆ ชิ้นเพราะอร่อย ทางร้านก็บอกอย่างสุภาพเรียบร้อย  “ได้เท่านั้นแหละค่ะ” เพื่อนผม ต๋วง จามิกร แสงศิริ  จึงหยิบส่วนก้างเข้าปากดูดเอารสชาติที่เหลืออยู่  พร้อมทั้งเคี้ยวส่วนที่เคี้ยวได้ ส่วนผมนั้นก็กวาดเศษพริกซอยหอมซอยก้นจานมาคลุกข้าวกินต่อ พลันก็นึกถึงปลากุเลาแห้งที่เขาแขวนแสดงไว้ ณ พิพิธภัณฑ์ของวัดที่เราเพิ่งเข้าไปชม ปลากุเลาตากใบขึ้นชื่อว่างั้นเถอะ ใครมาร้านนี้ก็ต้องสั่ง  เขาจึงสงวนไว้สำหรับลูกค้าอื่นๆ ด้วย  ผมลองถามทางร้านว่าชิ้นหนึ่งราคาเท่าไหร่ เขาบอก “๑๕๐ บาท แต่ชิ้นนี้เล็กไปนิด  เหลือ ๑๒๐ บาท”

 จะด้วยความหิว หรืออุปาทานทางจิตใดๆ ก็ตาม  มื้อเที่ยงนั้นถือเป็นมื้อพิเศษของพวกเรา  ก่อนกลับ  ท่านเนาว์  คันนายาว ซื้อ “กะปิตากใบ” ฝากแม่บ้านผมกระปุกหนึ่ง และเพราะกะปิแท้ๆ ทำให้ผมอยากเข้าครัวมากขึ้น  อยากลองทำเองบ้าง  โดยเฉพาะสูตรที่เซียนขลุ่ยบอก  “กะปิ  พริก  กระเทียม  กุ้งแห้ง  แมงดาย่าง” หรือเซียนซอก็บอก “เอากะปิละลายน้ำร้อน ซอยหอมซอยพริกใส่ลงไป” ผมลองแล้วได้เลย!

 ร่ายยาวมาหลายศุกร์ ก็ต้องขอจบด้วย  “...โอ้บางนรา มีวาสนาคงมาอีกที...” ครับผม...

"ไพวรินทร์ ขาวงาม"