บันเทิง

การเมือง เรื่องต้องห้ามในหนังไทย?

การเมือง เรื่องต้องห้ามในหนังไทย?

21 ต.ค. 2553

สืบเนื่องจากรายการ ‘แมงโก้ แบงโก้’ รายการสนทนาเชิงข่าว ออกอากาศทางช่องแมงโก้ทีวี เมื่อตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการนำเสนอเรื่องราวการสะท้อนประเด็นทางการเมือง ผ่านงานศิลปะ ในวาระ ‘รำลึกเหตุการณ์เดือนตุลาฯ’ โดยหนึ่งในหัวข้อสนทนาครั้งนั้น คือการหยิบยกเอาเรื่อง

  ในวันนั้น คุณวรรณศิริ ศิริวรรณ ผู้ดำเนินรายการเปิดประเด็นเอาไว้ว่า สื่อภาพยนตร์ถือกำเนิดในไทยมาร้อยกว่าปีแล้ว การเมืองการปกครองในประเทศผ่านช่วงรอยต่อสำคัญมาก็หลายครั้ง เหตุใดจึงมีหนังไทยที่พูดถึงการเมืองน้อยอย่างตรงไปตรงมาน้อยมาก คุณมโนธรรม ให้ความเห็นว่า ที่ผ่านมาในอดีต หนังไทยสอดแทรกประเด็นการเมืองเอาไว้ในหนังอยู่พอสมควร มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่จะตีความ ส่วนใหญ่หนังเหล่านั้น มักจะสร้างภาพลักษณ์ในเชิงอุดมคติเพื่อสะท้อนอุดมการณ์กระแสหลักในบ้านเมือง ณ ขณะนั้นมากกว่าจะเป็นหนังการเมืองที่ตั้งคำถามกับอำนาจรัฐ หรือการที่ประชาชนจะลุกขึ้นมาต่อสู้กับชนชั้นปกครองอย่างซึ่งๆ หน้า คุณวรรณศิริและคุณมโนธรรม ได้ลองจัดหมวดหมู่หนังอิงการเมือง ตามยุคสมัยได้คร่าวๆ ตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองกับหนังเรื่องพระเจ้าช้างเผือก หนังในยุค 14 ตุลาคม 2516 อาทิ เรื่อง ประชาชนนอก, ฝนแสนห่า และ ทองปาน เหล่านี้ล้วนเข้าข่ายเป็นหนังต้องห้าม แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามกลไกในการควบคุมหนังของอำนาจรัฐในยุคนั้น กลับทำให้เกิดคนทำหนังหัวก้าวหน้าอย่าง ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล และ ยุทธนา มุกดาสนิท งานในยุคแรกเริ่มของคนเหล่านี้ ล้วนเป็นหนังสะท้อนสังคม อาทิ เทพธิดาโรงแรม, ทองพูน โคกโพธิ์ ราษฎรเต็มขั้น หนังยุคหลัง 6 ตุลาคม 2519 ที่โดดเด่นเรื่องอื่นอาทิ คนภูเขา ครูบ้านนอก ครูสมศรี มือปืน ที่สร้างตัวละครในอุดมคติ ออกมาลุกขึ้นทวงถามความเป็นธรรมในสังคมจนต้องแพ้พ่ายอิทธิพลอำนาจมืด (ที่บางครั้งอำนาจเหล่านั้นก็อยู่ใต้อุ้งมือหรือการแสวงหาผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่รัฐ)

 วรรณศิริ หยิบเอาเหตุการณ์เดือนพฤษภาทมิฬ 2535 ขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งกรณีตัวอย่างของความเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหญ่ ที่น่าจะก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมของหนังการเมืองเกิดขึ้นในบ้านเรา แต่ผลสะท้อนกลับเงียบงัน หนังไทยในยุคนั้นเต็มไปด้วยหนังวัยรุ่นจำพวกกระโปรงบานขาสั้น คุณอิ๋ง(สมานรัชฎ์) บอกกลางรายการว่า ‘เธอไม่เคยดูหนังไทยในช่วงนั้นเลย มันแย่และทำออกมาห่วยมาก’ ในขณะที่คุณมโนธรรม พยายามยกตัวอย่างหนังอิงการเมืองเพียงเรื่องเดียวที่พอจับต้องได้ในช่วงเวลานั้นคือ “มือปืน 2 สาละวิน” ที่แม้ไม่ได้สะท้อนประเด็นการเมืองไทยออกมาชัดแจ้งนัก แต่หนังก็แฝงประเด็นปัญหาชนกลุ่มน้อยตามแนวตะเข็บชายแดน และนโยบายต่างประเทศของรัฐในขณะนั้น ส่วน “14 ตุลา สงครามประชาชน” มีน้ำหนักของความเป็นหนังอัตถชีวประวัติมากกว่า  โดยมีบรรยากาศการเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นฉากหลัง

 หลังเหตุการณ์ปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา ดูเหมือนว่า “สวรรค์บ้านนา” ของ อุรุพงศ์ คนทำหนังอิสระหน้าใหม่ จะวิพากษ์นโยบายรัฐอย่างตรงไปตรงมาที่สุดเรื่องหนึ่ง เขาถูกตั้งคำถามถึงการได้รับอิทธิพลในการทำหนังการเมือง ซึ่งคุณ ‘ต้อย’ บอกว่า ตัวเขาเองมีโอกาสได้ดูหนังสะท้อนสังคมอยู่บ้าง แต่หนังการเมืองแทบไม่เคยดูเลย เขารู้จักหนัง ‘ทองปาน’ ก็ตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนการที่หนังของเขามีแง่มุมในเชิงวิพากษ์การเมืองก็เพราะมีความสนใจในเรื่องของสังคม และมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองในช่วงที่ศึกษาอยู่ จึงต้องการสะท้อนปัญหาดังกล่าวลงไป ‘ต้อย’ กล่าวสำทับว่า หนังแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ ก็ขึ้นอยู่กับระดับความสนใจของคนทำหนังเองด้วย

 คุณอิ๋ง ยกตัวอย่างคำโปรยบนโปสเตอร์หนัง “พลเมืองจูหลิง” ที่บอกว่า ‘ด้วยรักในชาติ ศาสน์ กษัตริย์’ เธอบอกว่าคำคำนี้ คือจิตสำนึกและวิญญาณของคนที่เกิดบนแผ่นดินไทยอย่างเธอ แล้วทำไม? วันหนึ่งเธอจะลุกขึ้นมาสำรวจจิตวิญญาณของตนเองบ้างไม่ได้ เธอตั้งคำถามว่า ถ้าเธอมีความตั้งใจดีต่อชาติบ้านเมือง ทำไมเธอจะทำหนังที่พูดถึงเรื่องราวเหล่านั้นไม่ได้ คุณอิ๋งเสริมต่อว่า ปัญหาที่บ้านเราไม่มีหนังสารคดี หรือหนังการเมือง เพราะคนในวงการหนังต่างกลัวกันไปเอง และหาทางปกป้องตัวเองโดยที่ยังไม่ได้ลงมือทำรวมทั้งเจ้าของโรงภาพยนตร์ปฏิเสธหนังเหล่านี้ โดยไม่มองตัวหนังให้ลึกถึงประเด็นที่ต้องการนำเสนออย่างจริงจัง

 คุณมโนธรรมเสริมว่า สังคมไทยมัวแต่โทษกันไปมา คนทำหนังกล่าวโทษว่า เป็นเพราะกระแสสังคม คนดูไม่ชอบเรื่องราวหนักๆ ชอบไม่ก็ดูเรื่องราวพาฝันหรือหนังที่มุ่งเน้นความบันเทิงมากกว่า ขณะที่คนทำสื่อเองก็ไร้ความหาญกล้าที่จะทำงานสร้างสรรค์อันเอื้อประโยชน์ต่อสังคมและผู้คน สื่อในบ้านเราส่วนใหญ่จึงถูกตราหน้าว่ามอมเมาและไร้ความรับผิดชอบ รวมทั้งภาครัฐไม่ค่อยให้การส่งเสริม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทางออกของคนทำหนังก็น่าจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยี การเกิดขึ้นของกล้องดิจิทัลคุณภาพสูงราคาถูก และเทศกาลหนังต่างประเทศน่าจะเป็นทางออก

 คุณอิ๋งตัดพ้อว่า ทุกวันนี้ สังคมขออย่าได้กล่าวร้ายคนทำหนังที่ขลาดกลัวไม่กล้าทำหนังการเมือง เหล่า ‘Gate Keeper’ หรือคนเฝ้าประตูต่างหากที่ไม่เปิดโอกาสให้แก่คนทำหนังบ้าง เธอยกตัวอย่าง เจ้าของโรงหนัง นายทุน หรือสื่อทีวี ที่ปฏิเสธช่องทางการนำเสนอให้แก่หนังเหล่านี้ ขณะที่อุรุพงศ์เสริมว่า เงื่อนไขที่เอ่ยมาทั้งหมด หาได้เป็นข้อจำกัดของการทำหนังเสียทีเดียว การลงมือทำ ศึกษาอย่างจริงจัง และสะท้อนประเด็นที่ต้องการบอกเล่าอย่างจริงใจต่างหากสำคัญที่สุด และการทำหนังจริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องพึ่งนายทุนในเมืองไทยก็ได้ รวมถึงช่องทางในการเผยแพร่ เพราะเทศกาลหนังมีอยู่ทั่วโลก แต่เขาก็เน้นว่าพื้นที่ของหนังอิสระ หนังสารคดี หรือหนังการเมืองบ้านเรายังมีน้อยมาก เวทีให้เด็กรุ่นใหม่กล้าคิด กล้าทำ กล้าออกเดินตามยังมีไม่เพียงพอ เขายกตัวอย่างหนังการเมืองในอดีตที่ผ่านมาอย่าง “ทองปาน” แม้ถูกปิดกั้นการนำเสนอแค่ไหน แต่ทุกวันนี้ยังคงมีอิทธิพลต่อคนทำหนังรุ่นหลังอยู่เสมอ

 หลังรายการจบลงผมมีโอกาสคุยนอกรอบกับคุณอุรุพงศ์ ซึ่งดูจะอ่อนน้อมถ่อมตน สงวนถ้อยคำและท่าทีตลอดการสนทนา ผมบ่นกับเขาว่าน่าเสียดายที่ไม่ค่อยได้พูดถึงหนัง “สวรรค์บ้านนา” สักเท่าไหร่ ทั้งที่เป็นสารคดีที่มีประเด็นของการต่อต้านระบอบทุนนิยมอยู่ในที คุณต้อยยิ้มพร้อมบอกว่า จริงๆ แล้ว หนังสะท้อนแนวคิดมาร์กซิสม์อยู่ด้วย จนถึงตอนนี้ผมก็ยังปลื้มใจไม่หายที่ คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ให้ “สวรรค์บ้านนา” ได้เรต น.15+ จากการเข้าฉายในเดือนที่ผ่านมา และสัญญากับตัวเองว่า ถ้ามีโอกาส จะเชิญเขามาร่วมรายการอีกครั้ง

 ติดตามชมรายการ “แมงโก้ แบงโก้” ย้อนหลังได้ทาง www.mangotv.tv

"ณัฐพงษ์ โอฆะพนม"