บันเทิง

คมเคียวคมปากกา - เที่ยววัดพุทธที่ตากใบ

คมเคียวคมปากกา - เที่ยววัดพุทธที่ตากใบ

15 ต.ค. 2553

เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๓ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๑๐

 ล่องใต้อีกครั้ง...ครั้งนี้เคลื่อนออกจาก “นราธิวาส”  ไปยัง “ตากใบ” ประมาณ ๓๓ กิโลเมตร
 ก่อนเดินทางจาก “บ้านไผ่  ขอนแก่น”  คนเฒ่าคนแก่ที่รับรู้ก็ทักท้วงห่วงกังวล  ทำให้ใจไขว้เขวบ้าง  แต่ก็ยังมีคนเฒ่าคนแก่หรือคนใกล้ตัวที่เข้าใจว่าเป็นการไปปฏิบัติภารกิจ  โดยส่วนตัวก็ปลุกปลอบตัวเองเรื่องหน้าที่การงาน  เรื่องคิดดีทำดี  ขณะเดียวกันก็รู้ว่าทางพื้นที่นั้นน้องนุ่งมีน้ำใจคอยดูแลอยู่ 

 เมื่อลูกชายอายุ ๓ เดือน  ผมไป “ปัตตานี” โดยคำเชิญของ อาจารย์ดวงมน  จิตร์จำนงค์ ที่ผมเรียกด้วยความเคารพรักว่า “พี่ตู่”  นั่งการบินไทยจาก “ขอนแก่น” เข้า “กรุงเทพฯ”  แล้วบินไป “หาดใหญ่”  ต่อรถตู้ไปยังปลายทาง  ครั้งนั้นได้พบ พนม  นันทพฤกษ์  โชคชัย  บัณฑิต  วิสุทธิ์  ขาวเนียม  จเรวัฒน์  เจริญรูป  ก่อนที่ต่อมาไม่นาน กวีหนุ่มจเรวัฒน์จะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ  ครั้งนั้น “พี่ตู่” ซึ่งเป็นคนอีสานไปอยู่ปักษ์ใต้เต็มตัวบอกกับผมว่า  คิดดีทำดีแล้ว  อะไรจะเกิดให้มันเกิด  ทำให้ผมมีพลังใจ  และได้ทดสอบจิตใจตัวเองท่ามกลางความกลัว  และความน่ากลัว  (ต่อมาได้ข่าวเหตุระเบิดที่โรงแรม ซี.เอส.ปัตตานี ที่พวกเราพัก)

 พอลูกชายอายุ ๓ ขวบครึ่ง  ผมได้รับคำเชื้อเชิญด้วยท่วงทำนองคล้ายกัน  คือเจ้าถิ่นให้ความอบอุ่นคุ้นเคย  ชุมศักดิ๋  นรารัตน์วงศ์ นั้น  สนิทชิดเชื้อกับ ชวิน  ถวัลย์ภิยโย ทั้งสองจัดงานศิลปวัฒนธรรมแบบ “หัวใจเดียวกัน” หลายครั้ง  และเชิญผมไว้หลายครั้งแล้ว  เพิ่งจะโปร่งโล่งใจก็คราวนี้

 ที่ วัดชลธาราสิงเห  ตำบลเจ๊ะเห  อำเภอตากใบ  ใกล้มาเลเซีย  ผมโทรศัพท์รายงานตัวกับลูกเมีย  นั่นย่อมเพิ่มความกังวลให้ทางบ้านบ้าง  ด้วยคำ “ตากใบ” มีเรื่องราวอันชวนสะทกใจ  เหมือนคำ “กรือเซะ”  “ดุซงญอ”  ราวกับผมลาดตระเวนไปในพื้นที่สงคราม  ผมก็ได้แต่บอก  ไม่มีอะไรหรอก  ไม่ต้องกังวล  

 “วัดชลธาราสิงเห...สร้างโดย พระครูโอภาสพุทธคุณ (พุด หรือ ท่านบางเตย)  เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๓  ปลายรัชกาลที่ ๔  ก่อนตั้งอำเภอตากใบ ๔๙ ปี  ในสมัยนั้นดินแดนตากใบยังเป็นของรัฐกลันตัน  ท่านพระครูจึงต้องไปขอที่ดินสร้างวัดจากพระยากลันตัน...วัดนี้มีความสำคัญเกี่ยวกับดินแดนตากใบ  ตอนแบ่งดินแดนว่าด้วยการปักปันเขตแดน  ระหว่างสยามกับประเทศมลายูของอังกฤษ  ว่าด้วยอำนาจศาลไทยสำหรับใช้บังคับแก่คนในบังคับของอังกฤษ  สัญญาดังกล่าวลงพระนามระหว่าง สมเด็จกรมพระยาเทววงศ์วโรปการ  เสนาบดีกระทรวงต่างประเทศ กับ มิสเตอร์ราฟแปชยิด  ณ วันที่ ๑๐ มีนาคม ร.ศ. ๑๒๗  ค.ศ. ๑๙๐๙  พ.ศ. ๒๔๕๒ ที่กรุงเทพฯ  สัญญานี้ไทยต้องยกดินแดนสี่รัฐให้แก่อังกฤษเพื่อแลกกับสิทธิภาพนอกอาณาเขตใต้ความบังคับบัญชาของอังกฤษมาขึ้นกับศาลไทย  ตากใบนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของรัฐกลันตัน  จะต้องตกไปเป็นของอังกฤษด้วย  เมื่อเป็นเช่นนี้ฝ่ายไทยก็ยกเอาพระพุทธศาสนา  เอาวัดและศิลป์ในวัดเป็นเครื่องต่อรอง  เพราะดินแดนนี้มีวัดมาก  มีชาวพุทธมาก  อังกฤษยอมรับเหตุผลโดยให้เอาแม่น้ำตากใบ- สุไหงโก-ลก เป็นเขตแดน  และวัดที่อ้างเอาต่อรองนั้นคือ วัดชลธาราสิงเห  ถึงกับท่านผู้รู้บางท่านให้นามว่า วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย  จนถึงปัจจุบันนี้”  นี้เป็นบางส่วนจากประวัติวัดโดยสังเขป  ขอนำมาฝากอ่านกันครับ

 วัดเก่าแก่ริมแม่น้ำ  บรรยากาศเงียบสงบมาก  มีศาลาริมน้ำให้นั่งรับลมโชย  ส่วนหนุ่มสาวที่อาจมานั่งรำลึกความหลังความหน้ากันนั้น  ก็คงจะมีบ้างกระมัง 

 โบสถ์เก่าแก่สร้างในปี ๒๔๑๖  สวยงามมาก  บางคนลองนับย้อนไปจากปี ๒๕๑๖ ที่เกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาฯ  “พี่เนาว์”  “พี่ป่อง”  “พี่ถา”  “นกน้อย” “น้องนัช” ล้วนศิลปินชอบศิลปะ  รีบขอให้ผมเก็บภาพร่วมกับ คุณสายัณห์  อินทรภักดิ์  หัวหน้าสำนักงานจังหวัด  ผู้อาสาเป็นทัพหน้าพาเราเที่ยวในพื้นที่ที่ยากจะไปได้โดยลำพัง  ส่วน “ย่อง  ชุมศักดิ์” ช่างภาพอาชีพ  ก็ตระเวนเก็บทั้งภาพวัดและคณะของเราตลอดเวลา 

 “นักเขียนที่เป็นชาวตากใบก็คือ เพ็ญศรี  เคียงศิริ หรือ นราวดี”  เขาให้ข้อมูลแก่พวกเรา
 ในวัดยังมีพิพิธภัณฑ์เก็บของเก่ามากมาย  ทั้งพระพุทธรูป  อาวุธ  เครื่องดนตรี (มีซอให้ “พี่ป่อง” ลูบคลำด้วย)  มีภาชนะต่างๆ  แม้แต่ปลากุลาแห้งแขวนไว้  รวมทั้งมีหุ่นขี้ผึ้ง “ไทย-อังกฤษ” กำลังลงสัญญากัน  ส่วนหนึ่งที่น่าสนใจคือภาพเขียนสีบนแผ่นฝ้าไม้  บางทีมีภาพและถ้อยคำแปลกๆ เช่น  “หน้าวัวตัวคน”  หรือ “หัวคนตัวช้างหางม้าหน้าแมว”  น่าจะเป็นปริศนาแห่งบาปกรรมของมนุษย์นั่นแล

 เกริ่นไว้ศุกร์ก่อนว่าจะชวนไปชิม “ปลากุเลาเค็มทอด” ที่ร้าน “นัดพบยูงทอง”  ร้านอาหารอร่อยที่ สมเด็จพระเทพฯ ท่านเสด็จเป็นประจำ...แต่พื้นที่กระดาษเต็มแล้ว  ขอยกยอดความอร่อยไปคราวหน้าครับ!

"ไพวรินทร์ ขาวงาม"