บันเทิง

กวนเพลงให้น้ำใส - เอริก แคลปตัน
หวนคืนอดีตแบบคนมีไฟ

กวนเพลงให้น้ำใส - เอริก แคลปตัน หวนคืนอดีตแบบคนมีไฟ

14 ต.ค. 2553

พิจารณาจากปกแผ่นซีดีชุดนี้ CLAPTON มิได้หมายถึง “มิสเตอร์แคลปตัน” เสียทีเดียว แต่หมายถึงชื่อของผลงานชุดใหม่นั่นเอง

 ทันใดแว่วเสียงเพลงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงก็ดังขึ้น บทเพลงอย่าง “มาย เวรี กู๊ด เฟรนด์ เดอะ มิลค์แมน” (My Very Good Friend The Milkman) ยังคงวนเวียนอยู่ในความทรงจำมานานกว่า 60 ปี ตั้งแต่แคลปตันเป็นเด็ก เขายอมรับว่าวัตถุดิบของผลงานชุดนี้เป็นเพลงเก่าที่รู้จักกันดี และยอดเยี่ยมในยุคนั้น

 นอกจากเพลงเก่า งานนี้ยังเป็นการกลับมาทำงานร่วมกันอีกครั้ง กับ เจ.เจ.เคล (J.J. Cale) หลังจากผลงานชุดก่อนหน้า “เดอะ โรด ทู เอสคอนดิโด” (The Road to Escondido) ที่มีการนำเพลงของเคลมาบรรเลงใหม่ร่วมกัน

 สำหรับบ้านเราแทบไม่ต้องกล่าวถึงปูมหลังของ เอริก แคลปตัน เจ้าของบทเพลงที่โด่งดังในวงกว้าง กับบัลลาดซึ้งๆ อย่าง “เทียร์ส อิน เฮฟเวน” (Tears in Heaven) หรือ “วันเดอร์ฟูล ทูไนท์” (Wonderful Tonight)

 แคลปตัน เกิดที่เมืองเซอร์เรย์ (Surrey) ประเทศอังกฤษ ในช่วงยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 มีตาและยายเป็นผู้รับเลี้ยงดู ในฐานะพ่อแม่บุญธรรม เนื่องจากมารดาอายุเพียง 16 ปีขณะตั้งครรภ์ และบิดาเป็นทหารสัญชาติแคนาดา ซึ่งถูกย้ายกลับไปประเทศบ้านเกิด

 มิหนำซ้ำ เนื่องด้วยมารดาตัวจริงอายุน้อย แคลปตัน จึงหลงเข้าใจผิดว่าเป็นพี่สาว
 ในห้วงเวลาที่ร็อกแอนด์โรลล์กำลังเป็นที่นิยม แคลปตันในวัย 13 ปี ฉลองวันเกิดด้วยกีตาร์ตัวแรกของชีวิต
 สำหรับผลงานชุด CLAPTON เปิดอัลบั้มด้วย “เทรเวิลลิง อะโลน” (Travelin’ Alone) ซาวนด์บลูส์หนักๆ ดิบๆ ผลงานเดิมของ เมลวิน แจ็กสัน (Melvin Jackson) เพลงนี้มือกีตาร์ฉายา “สโลว์แฮนด์” (Slowhand) ระบุว่าเป็นเพลงที่มีเมโลดี้ยอดเยี่ยม พร้อมๆ กับมีความแปลกใหม่ของซาวนด์ และเป็นเพลงที่ดึงดูดความสนใจได้ดี

 ตามด้วย “ร็อกกิ้ง แชร์” (Rocking Chair) แต่งโดย “โฮกกี คาร์ไมเคิล” (Hoagy Carmichael) เจ้าของเพลงดังอย่าง “จอร์เจีย ออน มาย มายด์” (Georgia on my Mind) นำเสนออารมณ์เพลงสบายๆ ให้ความรู้สึกถวิลหาความหลังครั้งเก่าที่มีเสียงสไลด์กีตาร์เป็นระยะๆ 

 “ฮาว ดีพ อิส ดิ โอเชียน” (How Deep is The Ocean) ผลงานของ “เออร์วิง เบอร์ลิน” (Irving Berlin) ที่แคลปตันให้เสียงร้องเข้มๆ นิ่งๆ ภาคดนตรีมีวงเครื่องสายเป็นแบ็กกราวนด์โดยในช่วงกลางเพลง ล้อไปกับลีลาการเป่าทรัมเป็ตอันโดดเด่นของ “วินตัน มาร์แซลิส” (Wynton Marsalis)

 ตามมาด้วยการปรับเปลี่ยนจังหวะเพลงอันระอุอบอวล ด้วยเครื่องเป่าทองเหลืองเป็นพระเอก โดยเฉพาะทูบาที่สร้างลีลาให้แก่เพลง “มาย เวรี กู๊ด เฟรนด์ เดอะ มิลค์แมน” (My Very Good Friend The Milkman) กลายเป็นเพลงที่มีเสน่ห์ ด้วยส่วนผสมระหว่างทรัมเป็ตและทรอมโบนที่ลงตัวเข้ากันเป็นอย่างดี

 บลูส์แท้ๆ คงต้องให้เพลง “แดท’ส โน เวย์ ทู เก็ท รอง” (That’s No Way to Get Wrong) การประชันโต้ตอบกัน ทั้งร้องและเล่น ระหว่างแคลปตันและเคล ที่มีจังหวะสนุกสนานคึกคัก ทั้งได้ “ดอยล์ แบรมฮอลล์” (Doyle Bramhall) ผู้เป็นลูกมาช่วยโซโลกีตาร์ และเล่นเพอร์คัสชั่นให้ และมีนักดนตรีรับเชิญมามากมาย เป็นเพลงที่มีรายละเอียดของการแจมกันอย่างน่าติดตาม หรือจะเป็น “ฮาร์ด ไทม์ส บลูส์” (Hard Times Blues) ที่แคลปตันเปลี่ยนมาจับแมนโดลิน และปล่อยหน้าที่โซโลกีตาร์เป็นของ ดอยล์ แบรมฮอลล์ ก็น่าสนใจไม่น้อย

  อัลบั้มคลี่คลายและผ่อนจังหวะลงด้วยเพลง “ออทัมน์ ลีฟส์” (Autumn Leaves) เพลงปิดท้ายอัลบั้มที่ให้ความอิ่มเอมในที่สุด

 แม้อายุอานามจะล่วงเลยเข้าสู่วัยเกษียณอายุแล้ว ทว่าอาชีพศิลปินที่การทำงานคือการแสดงออกทางความคิดอันสร้างสรรค์ อย่างมือกีตาร์คนนี้แล้วคงไม่มีวันเกษียณง่ายๆ หากยังมีเรี่ยวแรงพร้อมไอเดียใหม่ๆ ที่จะรังสรรค์ผลงานออกสู่สาธารณชน

"อนันต์ ลือประดิษฐ์"