บันเทิง

มองผ่านเลนส์คม - ความเชื่อและศรัทธา

มองผ่านเลนส์คม - ความเชื่อและศรัทธา

12 ต.ค. 2553

วันที่ 29 กันยา 2553 คุณสุจิตรา โปร่งแสง ศึกษานิเทศก์ประจำกรมอาชีวศึกษา ชวนเข้ากรุงเทพฯ ไปร่วมพูดคุยกับอาจารย์ผู้สอนและนักศึกษาที่ทำกิจกรรมรณรงค์ให้มีการสอนเพศศึกษาในระดับมัธยมและอาชีวะ เกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้นอกห้องเรียน

   มีโอกาสเข้ากรุงก็ขออยู่ให้คุ้ม เผอิญทราบว่าซีพี ออลล์ จัดค่ายกล้าวรรณกรรมและการ์ตูนครั้งที่ 7 ที่ บ้านผู้หว่าน ใกล้สามพราน จึงบอกคุณพินิจ นิลรัตน์ ผู้ร่วมคัดเลือกนักเรียนมาเข้าค่ายว่าจะขอไปเยี่ยมค่ายระดับชาติสักวัน ปรากฏว่าคุณวันทนีย์ นามะสนธิ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการซีพี ออลล์ กับนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ชมัยภร แสงกระจ่าง ช่วยกันเปลี่ยนผู้เยี่ยมเยือนเป็นวิทยากรเสียเลย ต้นเดือน 1-4 ตุลา ผมจึงกินดีอยู่ดีที่ชานเมืองนครปฐม

 กลับถึงบ้านทันงานบุญวันสารทเดือนสิบประจำปี ตั้งใจจะไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ปู่ย่าตายายผู้ล่วงลับที่วัดใกล้บ้านเกิดพร้อมบรรดาญาติที่ยังอยู่ก็ไม่ได้ไป เมื่อกลางปีผมไปตกปากรับคำไว้กับพระครูสิริธรรมานุศาสน์ เจ้าอาวาสวัดศรีทวี สถานปฏิบัติธรรมที่ขึ้นชื่อของเมืองนครศรีธรรมราชว่าจะเขียนหนังสือประวัติวัดให้ท่านไว้แจกจ่ายเนื่องในวาระครบ 60 ปี เดือนมีนาคมปีหน้า ด้วยบุญใหญ่ทำพร้อมกัน ผมจึงอยู่โยงเก็บภาพประเพณีวันสารทไว้ประกอบหนังสือ ได้แต่ฝากขนมกับปัจจัยกับน้าสาวไปร่วม

 วันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม ตอนสายๆ ชาวพุทธชาวใต้ผู้ยึดมั่นในบุญประเพณีทยอยนำปิ่นโตและ ‘ยกหมฺรับ’ ตกแต่งด้วยขนมอันเป็นสัญลักษณ์ ได้แก่ ขนมพอง ขนมลา ขนมบ้า ขนมดีซำ ขนมกง หมากพลู ผลไม้นานาชนิดจัดร่วมลงไป พร้อมน้ำมันพืช ปลากระป๋อง เทียนไข ฯลฯ ภรรยา สามีและลูกๆ ประคองกรอบรูปกับโกฐบรรจุกระดูกผู้ล่วงลับไปประกอบพิธีบังสุกุล ก่อนเพลภายในโรงธรรมและใต้ร่มไม้ภายในวัดศรีทวีคลาคล่ำไปด้วยผู้คน

 ทั้งคนแก่เฒ่าเฝ้าบ้านประจำยาม ทั้งลูกหลานที่จากบ้านไปทำงานต่างถิ่นที่กลับบ้านมาร่วมแสดงความกตัญญู มาร่วมอุทิศส่วนกุศล ร่วมใส่บาตรนัดหมายว่าชาติหน้าชาติไหนขอให้เกิดเป็นพี่น้องกันอีก มาพบหน้าค่าตาให้รู้จัก ให้จดจำไว้ว่าเป็นลูกท่านหลานใคร เวลาพบปะกันต่างสถานที่โคจรตอนไม่มีผู้ใหญ่คอยอธิบาย ที่เป็นชายเต็มแท่งหรือครึ่งแท่งจะได้ไม่ชูกำปั้นใส่กัน หนุ่มสาวจะได้ไม่เกี้ยวเอาญาติไปเป็นผัวเป็นเมีย เรื่องอย่างนี้ก็เป็นบุญอย่างหนึ่ง บุญเคียงคู่กับบุญตามความเชื่อที่มองไม่เห็น

 ยามที่บ้านเมืองพลเมืองเกิดวิกฤติในใจ วัดวาอารามกลายเป็นแหล่งพักพิงที่สำคัญ ก่อนนี้หนึ่งวันเจ้าอาวาสปรารภกับผมว่า ญาติโยมบางคนบอกเดี๋ยวนี้วัดศรีทวีร่ำรวยแล้ว ต่อไปคงไม่กล้าเข้า สิบปีที่แล้ววัดที่อยู่สุดปลายทางรถไฟนครศรีธรรมราชถูกปล่อยให้ชำรุดทรุดโทรมแทบไม่เป็นวัด เมื่อปี 2540 เจ้าอาวาสรูปใหม่มาพร้อมจีวรสองสามผืนกับลังใส่หนังสือ 4-5 ลัง เข้า
มากอบกู้พัฒนาวัดให้เป็นแหล่งปฏิบัติธรรมที่เลื่องชื่อ ปรับภูมิทัศน์ ซ่อมแซมพระอุโบสถและอื่นๆ จนพลิกโฉม ถ้าญาติโยมเห็นว่าวัดร่ำรวยจนไม่กล้าเข้าก็อับจนด้วยใจ บุญเดือนสิบตอบคำถามให้แจ้งแก่ใจว่า ญาติโยมไม่อาจตัดขาดวัดได้เลย แต่ตัดพ้อต่อว่าตามประสาย่อมมีบ้าง 

 เชื่อเถอะ...คนทุกชาติศาสนายังอยู่กับความเชื่อและศรัทธา

"จำลอง ฝั่งชลจิตร"