
เจย์ ชอนเยือนไทยขนเพลงฮิตประเคนแฟน
แฟนๆ ที่ตั้งตารอหนุ่มอาร์แอนด์บี เจย์ ชอน คงได้สมหวังกันไปถ้วนหน้าเพราะเมื่อวันพุธที่ผ่านมา หนุ่มอินเดียเสียงดีขนเพลงฮิตสารพัดรายการมากำนัลแฟนเพลงในมินิคอนเสิร์ตยาวเกือบชั่วโมงที่ร้านฟาลาเบลลา ย่านราชดำริ ไม่ว่าจะเป็น
“Down”, “On And On”, “Cry” และ “My Own Way”
หลายคนนำเขาไปเปรียบเทียบกับอาร์แอนด์บีรุ่นพี่อย่าง เคร็ก เดวิด (อาจจะด้วยเพราะมาจากอังกฤษเหมือนกัน) หรือที่พอฟัดพอเหวี่ยงหน่อยก็เห็นจะเป็น จัสติน ทิมเบอร์เลค แต่ เจย์ ชอน ก้าวขึ้นมาเป็นนักร้องดังระดับโลกท่ามกลางกระแสฮือฮาในเอเชีย ค่าที่ว่าเขาเป็นนักร้องเชื้อสายเอเชียใต้ (พื้นเพ เจย์ ชอน เป็นชาวปัญจาบในอินเดีย) ที่มีเพลงฮิตเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
ก่อนจะจากกรุงเทพฯ ไปทัวร์ต่อ "คม ชัด ลึก" จะพาไปนั่งคุยกับหนุ่มมากความสามารถถึงความรู้สึกที่ได้มาเยือนไทยอีกครั้ง
ตอนนี้ทำอะไรอยู่
เรากำลังเตรียมออกซิงเกิ้ลต่อไปครับชื่อ “2012” เหมือนหนังวันสิ้นโลกเรื่องนั้นล่ะครับ ผมแต่งตอนดูหนังจบ มันเป็นเรื่องที่ว่าเราจะรู้สึกยังไงถ้าโลกกำลังจะแตก และเราจะใช้ชีวิตแบบไหนกัน
งานบริษัทแผ่นเสียงของคุณเองไปถึงไหนแล้ว
ตอนนี้ไม่มีแล้วครับ ผมมาเป็นนักร้องในสังกัด แคช มันนี เต็มตัวเพราะแบบนี้ดูมีเครดิตดีกว่า แต่อีกไม่นานผมก็จะตั้งตราแผ่นเสียงของตัวเองอีกนะครับ ภายใต้ แคช มันนี นี่แหละ ยังไม่รู้เมื่อไหร่เหมือนกันครับ ตอนนี้ผมก็มองหานักร้องหน้าใหม่ไปเรื่อยๆ ก่อน
คิดจะทำเพลงอินเดียหรือกลับสู่รากเหง้าเดิมของคุณไหม
แน่นอนครับ มันเป็นความรับผิดชอบที่ผมยินดีทำ ผมจะแกล้งลืมว่าตัวเองเป็นคนอินเดียก็ได้ แต่ผมเลือกที่จะบอกกับตัวเองว่าผมเป็นคนแรกที่ทำได้ และผมจะเปิดประตูให้โลกภายนอกได้เห็นวัฒนธรรมของผม ในขณะเดียวกันก็นำคนเก่งๆ มีความสามารถออกไปให้คนทั่วโลกได้รู้จัก ที่อินเดียมองผมเป็นฮีโร่ที่เปิดประตูไปสู่สิ่งอื่นๆ อีกมากมายที่จะตาม และผมว่าคนเอเชียส่วนใหญ่ก็รู้สึกคล้ายๆ กันว่าผมเป็นความสำเร็จร่วมของทุกๆ คน ผมภูมิใจมากครับ
ตั้งแต่เข้าวงการมาคิดว่าตัวเองเปลี่ยนไปยังไงบ้าง
ผมก็เป็นผู้ใหญ่ขึ้นในหลายๆ ด้านนะครับ ส่วนหนึ่งเพราะอายุมากขึ้นด้วย ผมดีใจมากที่เพื่อนสนิทบอกว่าทำไมผมไม่เปลี่ยนไปเลย ยังเป็นไอ้งี่เง่า เจย์ ชอน คนเดิมเหมือนเมื่อตอนเรียนหนังสือ เรายังไปเที่ยวด้วยกันและติดต่อกันตลอด ผมก็ไม่คิดว่าพอมีชื่อเสียงแล้วต้องเปลี่ยนไปนะครับ ถ้าเรารู้ว่าเราเป็นใครและทำอะไรอยู่ สิ่งอื่นๆ ภายนอกก็ไม่สามารถมาเปลี่ยนเราได้หรอกครับ
มองวงการดนตรีว่ายังไง
มันมีการเปลี่ยนแปลงมากมายครับ ผมอยู่มาจนเห็นวงการดนตรีดิ้นรนเอาตัวรอดเพราะการขโมยเพลงทางอินเทอร์เน็ต เราใช้เวลาและความเหนื่อยยากทำเพลงออกมาแต่ละชุดเพื่อให้คนบางคนมาดาวน์โหลดเอาไปฟรีๆ ผมคิดว่าต้องบอกเขาว่าทำแบบนั้นคือการขโมย เหมือนขโมยสินค้าจากร้านขายของแบบนั้น ถึงมันจะยากแต่มันก็จำเป็นต้องทำให้ได้ครับ
เสร็จงานที่กรุงเทพฯ แล้วจะทำอะไรต่อ
ผมจะไปมาเลเซียครับ จากนั้นก็จะกลับบ้านไปเขียนเพลงต่อและจะใช้เวลาในสตูดิโอให้มากขึ้น ในอนาคตผมอยากเขียนเพลงให้คนอื่นด้วย ผมอยากเป็นนักแต่งเพลงที่แต่งเพลงให้คนอื่นด้วยครับ
เรื่อง: มันตา คลังบุญครอง



