บันเทิง

อัดสื่อไร้สติตีข่าวแอนนี่-ฟิล์มทำสิทธิหนูหายไป

อัดสื่อไร้สติตีข่าวแอนนี่-ฟิล์มทำสิทธิหนูหายไป

07 ต.ค. 2553

วงสัมมนา กก.สิทธิ อัดยับสื่อไร้สติเสนอข่าว แอนนี่-ฟิล์ม ทำ ”สิทธิหนูหายไป” คำนึงแต่ธุรกิจ วอนประชาชนช่วยตรวจสอบ-ควบคุมสื่อ้ให้ตระหนักในจริยธรรม

(7ต.ค.)  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้จัดให้มีการสัมมนาเรื่อง “ สิทธิหนูอยู่ไหน ” โดยมีนายมานิจ สุขสมจิตร ประธานคณะกรรมการพัฒนาส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและความรับผิดชอบสื่อมวลชน (คพส.) นายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ บรรณาธิการรายการข่าวสถานีโทรทัศน์ทีวีไทยและที่ปรึกษาสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย รศ.มาลี บุญศิริพันธ์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นายเกษม จันทร์น้อย อนุกรรมการสื่อสารสาธารณะเพื่อสิทธิมนุษยชนในกสม.และคณบดีคณะนิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัยอิสเทิร์นเอเชีย เป็นวิทยากร โดยมีนายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ กสม.ด้านสิทธิกระบวนการยุติธรรม เข้าร่วมด้วย

 นายมานิจ กล่าวว่า ถามก่อนว่า สิทธิหนูอยู่ไหน เป็นชื่อทีฆายุหรือไม่ ซึ่งหลักจริยธรรมของสื่อมีมีอยู่ข้อหนึ่งคือ การเสนอข่าว ภาพใดๆจะต้องไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน โดเยเฉพาะเด็ก สตรี ผู้ด้อยโอกาส และการเสนอข่าวจะต้องไม่เป็นการซ้ำเติมโศกนาฏกรรมเด็กและสตรี กฎหมายที่คุ้มครองการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเด็กและสตรีมีมากมาย เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ก็มักถูกละเลย ไม่มีการดำเนินการใดกับสื่อที่ละเมิด อย่างกรณีข่าวแอนนี่และฟิล์ม ถือเป็นเรื่องทอล์กออฟเดอะทาว์น เป็นการเสนอข่าวที่มากเกินไป ไม่ปกป้องเด็ก และความเสียหาย ซึ่งอาจกระทบต่อเด็กในอนาคตถ้าแม่คนมาพูดว่า “ หาพ่อไม่ได้ ” เขาจะรู้สึกอย่างไร ทางสภาการนักหนังสือพิมพ์ ไม่ได้นิ่งนอนใจได้มีการออกข้อปฏิบัติการเสนอข่าวเรียกร้องให้การเสนอข่าวคำนึงถึงจริยธรรมทางวิชาชีพของสื่อแต่ละแขนง เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งเนื้อข่าวและบทความ

 นายก่อเขต กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมีอยู่ 3 มิติ คือ เด็ก ความอยากรู้อยากเห็นของคนในสังคมและธุรกิจ ซึ่งเชื่อมโยงกันทั้งหมด ถามว่าหากเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกดาราสังคมจะให้ความสนใจหรือไม่ กรณีแบบนี้มีมากแต่ไม่ใช่คนดังหรือคนที่ได้รับความนิยม จึงไม่เป็นข่าว แต่เมื่อคนนั้นเป็นดารา มีความเกี่ยวโยงกับ ธุรกิจ จึงมีการพูดกันมาก ทั้งนี้เพราะตัวข่าวเป็นเรื่องที่สังคมอยากรู้อยากเห็น จึงทำให้สื่อตอบสนองสังคมด้วยการเสนอข่าว แต่ไม่ได้ตระหนักว่า สิ่งที่เสนอไปนั้นเป็นการละเมิดสิทธิเด็กหรือไม่ ส่วนคนเป็นแม่เองที่นำลูกออกมาก็ต้องตระหนักว่า ไม่ได้ต้องการทำร้ายลูก ซึ่งตนก็เชื่อว่าเค้าไม่รู้ถ้ารู้ก็คงไม่ทำ ตรงนี้อยากให้สังคมได้ตระหนักในสิทธิเด็ก

 อย่างไรก็ตามทุกครั้งที่มีข่าวในลักษณะแบบนี้สื่อจะตกเป็นจำเลยทุกเวที เพราะสื่อเป็นผู้เสนอข่าว มีคำพูดว่าสื่อเป็นอย่างไร สังคมก็เป็นอย่างนั้นหรือสังคมเป็นอย่างไรสื่อก็เป็นอย่างนั้น ซึ่งข่าวแบบนี้เป็นข่าวที่สังคมอยากรู้อยากเห็นของคนในสังคมมากมายมหาศาล เนื่องจากเป็นลักษณะของธรรมชาติมนุษย์ สื่อก็อยู่ในสังคมเพราะสื่อเป็นธุรกิจจำต้องเสนอข่าวที่สังคมสนใจ มีคำถามมากมายว่า ข่าวแบบนี้เมื่อไรจะหมดไป ถ้าภาย 2 สัปดาห์หนังสือพิมพ์นำเสนอข่าวแล้วสังคมไม่สนใจเชื่อว่า ภายใน 2 สัปดาห์ข่าวชิ้นนี้ก็จะหายไปจากแผงขายหนังสือ ในส่วนของการควบคุมนั้นสภาวิชาชีพสื่อวิทยุโทรทัศน์ก็กำลังดำเนินออกนร่างจริยธรรมเพื่อกำกับดูแลควบคุมวิชาชีพของตนเอง

 นางมาลี บุญศิริพันธ์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า เรื่องจริยธรรมเป็นเรื่องที่อยู่ในจิตสำนึกที่จะต้องมีการปลูกฝั่งให้มีขึ้นมาตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่แค่การบรรจุเรื่องจริยธรรมอยู่ในหลักสูตรของสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาเพียงอย่างเดียว การนำเสนอข่าวของสื่อนั้นหากไปอยู่ในองค์กรที่มีปัจจัยเรื่องธุรกิจ จะทำให้ความเข้มข้นของจริยธรรมน้อยลงไป เนื่องจากสภาพแวดล้อมรอบด้าน ซึ่งกรณีข่าวของน.ส.แอนนี่และบุตรชายที่กำลังได้รับความสนใจอยู่ในขณะนี้ถือว่าสื่อได้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล สิทธิเด็ก และสิทธิของความเป็นมนุษย์ที่สื่อเองอาจจะไม่รู้ตัว

 “บทเรียนที่เกิดขึ้น เพราะสื่อเผลอลืมยั้งคิดว่าสิ่งที่นำเสนอได้กระทบกับอะไรบ้าง บางครั้งสื่อเองก็ขาดสติในการทำงาน เนื่องจากสื่อคิดว่าทำไมบางฉบับลง แต่ฉบับของตนเองไม่ได้ลง ในส่วนของโทรทัศน์นำเสนอภาพเด็กบนจอโทรทัศน์ก็ถือเป็นการละเมิดสิทธิ์บนจอโทรทัศน์ ที่ผ่านมาสื่อได้เสนอข่าวจนล้ำเส้น เพราะผู้รับสารไม่ได้ต้องการรายละเอียดมากขนาดนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดเผยอดีตที่ผ่านมาของฝ่ายหญิง ถ้าสื่อเปิดโปงการทุจริตคอร์รัปชั่น การโกงกินภาษี ได้เท่ากับเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์มากกว่า อย่างไรก็ตามหน้าที่ของสื่อมีหน้าที่เดียวคือ จะทำอย่างไรให้สังคมเดินหน้าไปได้ด้วยคุณภาพ นอกจากนี้สื่อควรให้บทเรียนสังคมในกรณีดังกล่าวนี้ว่าควรจะปกป้องตนเองอย่างไร แต่ทุกวันนี้ประชาชนอ่านข่าวนี้เหมือนอ่านละครเรื่องหนึ่ง แต่จะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจ ” นางมาลี กล่าว

 นางมาลี กล่าวว่า สำหรับคำถามของสื่อที่มักจะพยายามถามเรื่องการตรวจดีเอ็นเอนั้น ตนถือว่าเป็นเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ดังนั้นจะทำอย่างไรที่จะช่วยกันให้ประชาชนตรวจสอบและควบคุมสื่อ รวมถึงรู้เท่าทันสื่อที่ไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมายหรือรัฐบาลมาสั่ง หากประชาชนลุกขึ้นมา ตนเชื่อว่าจะทำให้สื่อมีจริยธรรมมากขึ้น

 นายเกษม กล่าว่า สถาบันการศึกษาที่ผลิตนักศึกษานิเทศศาสตร์มีความตระหนักในเรื่องจริยธรรมและคุณธรรม แต่นักศึกษาที่จบไปนั้นแต่ละคนทำได้มากน้อยแค่ไหน อย่างกรณีนี้ ต้องยอมรับว่า เด็กเป็นเหยื่อของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สื่อก็ทำหน้าที่เผยแพร่ข่าวสารแต่ละเลยเรื่องของสิทธิเด็ก โดยไม่ได้ดูกฎหมาย ทุกคนเห็นพ้องกันว่า เด็กถูกละเมิดจากการนำเสนอข่าวโดยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์แต่เมื่อเรื่องมันเลยเถิดไปแล้วจะแก้ไขอย่างไร ที่ผ่านมาการนำเสนอข่าวเด็กและสตรีมักจะเสนอภาพที่เบลอๆหรือมีการคาดตา แต่ปัจจุบันมีน้อย ซึ่งก็ไม่มีใครเข้าไปตักเตือนหรือบังคับใช้กฎหมาย เพราะบางคนไม่กล้าที่จะเป็นศัตรูกับสื่อ ดังนั้นวิชาชีพสื่อเองจะต้องออกระเบียบเพื่อควบคุมวิชาชีพของตนเอง