บันเทิง

คมเคียวคมปากกา - เยือนบางนรา กับ “คันนายาว”

คมเคียวคมปากกา - เยือนบางนรา กับ “คันนายาว”

01 ต.ค. 2553

เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๓ แรม ๕ ค่ำ เดือน ๑๐

  ถ้าจะสำบัดสำนวนเล่นสักหน่อยก็ต้องว่า  “ชีวิตเหมือนฝัน”  ฝันพบตัวเองเดินอยู่ในวัด “ชลธาราสิงเห”  วัดเก่าสมัยปลายรัชกาลที่ ๔ ที่อำเภอตากใบ  จังหวัดนราธิวาส  ชายแดนใต้ไกลโพ้นสำหรับคนอีสานหรือคนภาคอื่น ที่รู้สึกถึงความไกลและความน่ากลัว  เพียงแค่ชื่อ “ตากใบ”  หลายคนก็รู้สึกยากเกินฝันแล้ว

 ทว่า...ในความเป็นจริง  ผมมิได้ฝันไป  ความสะดวกทางวิทยาศาสตร์ของโลก  ทำให้ตอนเช้าอยู่ขอนแก่น  ตอนสายอยู่กรุงเทพฯ  ตอนเที่ยงๆ บ่ายๆ อยู่นราธิวาส  ทั้งได้ไปเที่ยวอำเภอตากใบ  ดินแดนที่เคยได้ยินแต่ข่าวคราวความเป็นความตายที่น่าสลดใจ

 โอกาสเช่นนี้  ถ้าไม่มีคนในพื้นที่เปิดทางให้  ย่อมยากที่อยู่ๆ ผมจะเดินทางเดียวดายเล่นไปตามลำพัง  แต่เป็นเพราะ คุณย่อง ชุมศักดิ์  นรารัตน์วงศ์  นักข่าวนักเขียนชาวนราแห่งสำนัก “หัวใจเดียวกัน”  เชิญให้ไปร่วมอ่านบทกวีในงาน “ของดีเมืองนรา”  โดยเปิดฟ้าให้ผมทั้งการบินไทยและแอร์เอเชีย  ยิ่งกว่านั้นยังได้ร่วมทางที่กรุงเทพฯ กับคณะที่อบอุ่นคุ้นเคย  นั่นคือ วง “คันนายาว”  อันประกอบด้วย คุณเนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์  คุณรังสิต  จงฌานสิทโธ  คุณชูเกียรติ  ฉาไธสง  คุณนัช  หาญพาณิชย์พันธุ์  ตามด้วย คุณจามิกร  แสงศิริ  แถมไปถึงที่นั่นยังได้พบ อาจารย์สถาพร  ศรีสัจจัง อีกต่างหาก

 มิตรภาพแห่งบทกวีและดนตรี  ทำให้การเดินทางระหว่างความน่ากลัวของเรา  กลายเป็นการเดินทางที่น่าประทับใจ  โดยเฉพาะคุณย่อง  รวมทั้งญาติพี่น้องของเขา  ตลอดจนชาวบ้านบางนราต่างก็ให้ความรู้สึกดีๆ แก่เราอย่างคิดไม่ถึง  ผมรู้สึกชีวิตภายในของตัวเองเปลี่ยนไปในทางที่ดีอีกหลายชั้น  เมื่อพบว่าตลอดสี่ทิวาและสามราตรีที่บางนรา  ในใจผมไม่ได้กลัว  เหมือนที่เคยคิดกลัวไปเองก่อนหน้านี้  แม้สภาพความเป็นจริงที่ต้องยอมรับก็คือ  พื้นที่นี้เป็นพื้นที่พิเศษ  เราเห็นทหารถือปืนยืนเฝ้าระวังอยู่หลายมุมเมือง

 อาจารย์ชาวมุสลิมท่านหนึ่ง  เราคุยกันทางเฟซบุ๊คก่อนที่ผมจะเดินทาง  เขาว่านราธิวาสปกติดี  อย่าเชื่อตามภาพข่าวเพียงด้านเดียว  เมื่อได้ไปจริงๆ  เสน่ห์ของเมืองนี้ก็ทำให้เกิดความรู้สึกดีอย่างยิ่ง

 บ่ายๆ ของวันที่ ๒๓-๒๔ กันยายน  ขณะนั่งกินดื่มกันในร้านอาหารอร่อยชื่อ “มังกรทอง”  ริมแม่น้ำบางนรา  ตอนนั้นมีการแข่งเรือกอและ  เรือยาว  และเรือยอกอง เพื่อคัดเลือกเรือเข้าชิงถ้วยพระราชทานในวันที่ ๒๕ กันยายน  เราต่างปรารภกันถึงความรู้สึกภายใน  ทั้งกับเพื่อนร่วมทาง และผู้ให้การต้อนรับ  เราต่างรู้สึกดีใจที่ตัดสินใจรับงานนี้  และรู้สึกขอบคุณทางจังหวัดผ่านคุณย่อง ที่เลือกเชิญพวกเรา         

 ในคณะของเรา  น่าจะมีผมคนเดียวที่เพิ่งเคยไปนราธิวาส  รู้สึกตื่นเต้นกับอะไรต่ออะไรสารพัด  เห็นอะไรก็มองและถ่ายรูปไว้เรื่อยๆ  เพลงแรกที่ผมได้ยินจากชาวบ้านที่มาลุ้นเรือแข่งของพวกเขาคือ “จังซี่มันต้องถอน” ของ ปอยฝ้าย  มาลัยพร  ตามด้วยเพลงร่วมสมัยอีกมากมาย  ด้วยภาพและเสียงเฉพาะหน้าที่คล้ายๆ เคยได้เห็นได้ฟังมาแล้วในที่อื่นๆ  เสียงประทัด  เสียงโห่ร้องแห่งความสนุกสนานของชาวบ้าน  ทำให้เราเกิดอารมณ์ร่วมไปด้วย  เสียงพูดภาษายาวีดังก้องกังวาน  พร้อมเมื่อดูลักษณะใบหน้าผิวพรรณของพี่น้องแถวนั้นแล้ว  ผมอดคิดถึงคนแถวสุรินทร์บ้านตัวเองไม่ได้

 คุณนัช  หรือน้องนัชนั้น  คือลูกชายวัยยี่สิบเศษของ  คุณจันทนา  ฟองทะเล ตอนพบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ  ผมเห็นคุณพ่อกับคุณแม่ของเขาด้วย  นึกว่าจะเดินทางด้วยกัน  หลังคลายตื่นเต้นบ้างแล้ว  ผมถามน้องนัชว่าพ่อกะแม่ไปไหน  ไม่เห็นมากินข้าวด้วยกัน  น้องนัชบอกว่าพ่อกะแม่ไปทำงาน  จึงเพิ่งรู้เดี๋ยวนั้นว่าเขาไปตัวคนเดียว  ในความดูแลของ “คันนายาว”

 เวลาของเราถูกออกแบบไว้ประมาณ ๒๐ นาทีในรายการอื่นๆ อีก  อาจารย์สถาพรกับผมอ่านบทกวีคนละ ๕ บท  (คุณจามิกรเป่าหีบเพลงประกอบบทกวีของผม)  คุณป่องสีซอและร้องเพลง “คนทำทาง”  คุณชูเกียรติเล่นกีตาร์และร้องเพลง “คนดี”  คุณเนาวรัตน์เป่าขลุ่ยและร้องเพลง “นางนวล”  ส่วนน้องนัชเป่าฟลุ้ต  ทั้งหมดจากการซักซ้อมแล้ว  เราใช้เวลาประมาณ ๑๗ นาทีเท่านั้น  ทั้งคืนวันที่ ๒๔ และ ๒๕ กันยายน  บนเรือโยงขนาดใหญ่กลางแม่น้ำบางนรา  ท่ามกลางแสงสีเสียงอันตระการ  หลังคืนขึ้น ๑๕ ค่ำ  เดือน ๑๐  แม้อากาศอบอ้าว  ฝนทำท่าจะตก  จนต่างพากันวิตก  แต่ที่สุดงานก็ลุล่วงไปด้วยดี  เจ้าภาพโล่งอก  และชาวบ้านประทับใจในเสียงดนตรีของ “คันนายาว” ที่พวกเขาไม่เคยฟังมาก่อน

 ครับ...คนขี้หาเรื่องกะคนขี้เล่า...จะหาเรื่องมาเล่าต่อ  ตามสมควรแก่พื้นที่และเวลา...

"ไพวรินทร์ ขาวงาม"