บันเทิง

วอนสื่อทำแท้งข่าว"ฟิล์ม-แอนนี่"คลี่ปมชีวิตเอง!

วอนสื่อทำแท้งข่าว"ฟิล์ม-แอนนี่"คลี่ปมชีวิตเอง!

30 ก.ย. 2553

จากปัญหาของคนสองคน "ฟิล์ม" รัฐภูมิ กับ "แอนนี่ บรู๊ค" หนุ่มหล่อซูเปอร์สตาร์ขวัญใจสาวๆ กับดาราสาวเซ็กซี่ ซึ่งมีสัมพันธ์ลับๆ กันจนตั้งท้องและคลอดลูกชายหน้าตาน่ารักไร้เดียงสาวัย 3 เดือน กำลังบานปลายเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ระดับประเทศ

 เพียงเพราะมีผู้คนมากมาย ทั้งคนในครอบครัว แวดวงธุรกิจ-ผลประโยชน์ เข้ามาร่วมสังฆกรรมชีวิตของคนสองคน เพียงแค่อยากเร่งรัดคลายปมชีวิตของเขาและเธอ เพื่อให้แต่ละฝ่ายเสียหายน้อยที่สุด

 แต่ทว่ายิ่งมากคน ยิ่งมากความ ยิ่งแตกประเด็นยิบย่อย กลายเป็นประเด็นวิวาทะ และกล่าวหากันอย่างไม่มีข้อยุติ และไม่เกิดผลดีต่อใครเลย โดยเฉพาะ "เด็กน้อย" ต้องกลายเป็นปมประเด็นของปัญหาที่ยังหาจุดคลี่คลายไม่เจอ เมื่อ "ดีเอ็นเอ" ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย !?

 "เรื่องนี้เป็นเรื่องของคนสองคน ทำไมต้องเอาเด็กที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ผมมองว่า สื่อมวลชนควรเลิกทำข่าวลักษณะขายข่าวแบบนี้ได้แล้ว ถามว่าสังคมได้อะไร มันเหมือนกับการแสดงละคร ข่าวก็จะเลยเถิดไปเรื่อยๆ แต่จะมีคนบางส่วนที่ได้ประโยชน์ คือ คนที่ขายข่าวฉาว จึงอยากขอให้หยุดได้แล้ว โดยเฉพาะคู่กรณีที่ตกเป็นเหยื่อจะต้องหยุด หากไม่หยุดก็จะมีการพาดพิงกันไปมามั่วซั่วหมด" ครูหยุย หรือ วัลลภ ตังคณานุรักษ์ เลขาธิการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก กล่าว

 ครูหยุย ยังมองอีกว่า ข่าวแอนนี่กับฟิล์มเป็นเรื่องเลอะเทอะ สื่อตั้งใจจะสร้างเรตติ้ง โดยไม่สนใจตัวเด็กเลย โดยเฉพาะกรณีมีหลายคนออกมาให้ความเห็นในเรื่องนี้กันมาก ทั้งที่เป็นเรื่องของคนสองคน ซึ่งปัญหาที่เขาสร้างมานั้น ต้องให้คนสองคนแก้ปัญหากันเอง ตอนนี้กลายเป็นว่ามีตัวละครหลายตัวโผล่ออกมาเต็มไปหมด เพื่อจะช่วยแก้ปัญหาของเขาสองคนเอง ตอนนี้เรื่องเลยมั่วไปหมด สังคมก็ไม่ได้อะไร แล้วยังเป็นการทำร้ายเด็ก เป็นการละเมิดสิทธิเด็กอย่างรุนแรงด้วย ฉะนั้นอยากให้สื่อและทุกฝ่ายหยุดได้แล้ว

  นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ผอ.สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต มองถึงกระแสข่าวที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ มีการขุดคุ้ยเรื่องราวของ "ฟิล์มและแอนนี่ บรู๊ค" เป็นเรื่องดีที่ทำให้เกิดบรรทัดฐานทางสังคมแบบหนึ่ง ซึ่งการเป็นบุคคลต้นแบบต้องมีการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง สร้างค่านิยมและวัฒนธรรมใหม่ให้วัยรุ่นว่าจะต้องดีพร้อมจริงๆ 

 หากจะมองหาวิกฤติในโอกาสการนำเสนอข่าวนี้ นพ.ทวีศิลป์ มองว่า เป็นโอกาสที่ดีของบุคคล ครอบครัว และสังคม โดยใช้โอกาสเรียนรู้จากข่าวมาปรับใช้ ปัญหาลักษณะนี้ ยังพบมากในกลุ่มวัยรุ่นไทย การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรทำให้เด็กบางคนสูญสิ้นอนาคต หรือแม้แต่การทำแท้งที่เป็นที่มาของการเสียชีวิต สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้น ถือเป็นปัญหาของคนสองคน การแก้ไขจะต้องไม่เกิดขึ้นจากถูกสังคมกดดัน ควรหาเวลาพูดคุยกันเองตามลำพังโดยปราศจากสื่อ เชื่อว่าสื่อสารมวลชนของไทยมีความเคารพในสิทธิส่วนบุคคลอยู่แล้ว จะทำให้แก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น

 "การตรวจดีเอ็นเอนั้น เป็นกระบวนการพิสูจน์ความเป็นเครือญาติทางวิทยาศาสตร์ ถือเป็นเครื่องมือและตัวช่วย แต่ในอดีตสังคมไทยแม้ไม่มีการตรวจดีเอ็นเอก็สามารถคลี่คลายด้วยการพูดคุยทำความตกลงกัน บางครอบครัวแม้ไม่ใช่พ่อแม่ที่แท้จริง ก็ยินดีรับเลี้ยงดูลูก สามารถทำให้เด็กเติบโตได้ในสังคม" นพ.ทวีศิลป์ กล่าว

 พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) มองว่า หากมีการตรวจดีเอ็นเอ เพื่อพิสูจน์ความจริงเรื่องราวปัญหาก็จะยุติได้ แต่การตรวจดีเอ็นเอพิสูจน์ความเป็นพ่อ แม่ ลูก ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่เป็นเรื่องทางสังคมด้วย ทั้งนี้ การตรวจดีเอ็นเอ เป็นความรับผิดชอบต่อเด็กที่เด็กมีสิทธิ์รู้และมีสิทธิ์ที่จะมีผู้เลี้ยงดูจนเติบโต
 
 "ตอนนี้อยากให้ฟิล์มและแอนนี่ยุติการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อและหาทางออกโดยหาคนที่ไว้ใจและแก้ปัญหาด้วยการตรวจดีเอ็นเออย่างเงียบๆ ซึ่งผลตรวจเป็นความลับของสามคน และไม่จำเป็นต้องให้สังคมตามต่อ" พญ.คุณหญิงพรทิพย์ แนะนำ

 ด้าน น.ส.สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง มูลนิธิเพื่อนหญิง ซึ่งกำลังเป็นที่พึ่งสุดท้ายของ "แอนนี่ บรู๊ค" มองว่า เรื่องระหว่างแอนนี่กับฟิล์ม ตอนนี้มีหลายทางออก แต่ติดปัญหาที่คนรอบข้างออกมาให้สัมภาษณ์ในเชิงหมิ่นประมาทคนอื่น มีการพาดพิงที่ไม่เหมาะสม มีการตำหนิฝ่ายผู้หญิงทำให้เสียหาย อยากให้คนที่ออกมาให้ข่าวพาดพิงผู้หญิง ตลอดจนสื่อมวลชนที่ตั้งคำถามกดดัน กล่าวหาฝ่ายหญิง ควรมีสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเรื่องนี้ควรจะจบได้แล้ว

 "บทเรียนจากเรื่องนี้ สังคมต้องเรียนรู้จากการเคารพสิทธิสตรี เด็ก และครอบครัว อยากให้ทุกฝ่ายหยุดออกมาโต้แย้งกัน ปล่อยให้คนสองคนไปจัดการกันเอง ตอนนี้แอนนี่พอมีคำตอบแล้วว่าจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร และคนอื่นไม่ควรไปพิพากษาชีวิตเขา" สุเพ็ญศรี ทิ้งท้าย

 พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสุขภาพจิต มองว่า เรื่องนี้มีหลายฝ่ายออกมาให้ข่าวเป็นมุมมองของตัวเอง แต่การหยุดนิ่งอยู่กับข่าวนี้นานๆ อาจจะไม่เป็นผลดีกับใคร สื่อก็ควรจะสรุปบทเรียนได้แล้วว่าสังคมเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ สมัยก่อนดูละครแล้วย้อนดูตัว แต่ตอนนี้ต้องมองแล้วว่าดูข่าวที่เกิดขึ้นแล้วสะท้อนอะไรบ้าง หากปล่อยให้มีการเสนอข่าวนานๆ จะยิ่งส่งผลเสียต่อเด็ก จะกลายเป็นเหยื่อทางสังคม ยิ่งจิตใจคนเลี้ยงย่ำแย่เมื่อไหร่ก็ส่งผลถึงลูกได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดความกดดันที่ได้รับมาหรือการปกป้องเด็กจนเกินพอดี ส่วนทางออกของปัญหานี้ขึ้นอยู่กับการสื่อสารและการตกลงของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายว่าควรมีบุคคลภายนอกมาเกี่ยวข้องหรือไม่