บันเทิง

คมชัดลึกตอน:"ฟิล์ม-แอนนี่"สิทธิของคน-ข่าว

คมชัดลึกตอน:"ฟิล์ม-แอนนี่"สิทธิของคน-ข่าว

30 ก.ย. 2553

รายการคมชัดลึก ตอน: "ฟิล์ม-แอนนี่" สิทธิของคนเป็นข่าว คนทำข่าว คนเสพข่าว ที่เสนอทางเนชั่นทีวีวันที่ 28 ก.ย. มีผู้ร่วมรายการ ประกอบด้วย อุษา เลิศศรีสันทัด ผอ.มูลนิธิผู้หญิง , นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ผอ.สำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต ก.สาธารณสุข, ทัศ

นายกสมาคมบันเทิง กล่าวว่า เมื่อมีการแถลงข่าว เรื่องของ แอนนี่ - ฟิล์ม เกิดขึ้น ถ้าหากเป็นนักข่าวไม่ว่าจะเป็นสายไหนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นสายไหนก็ตาม เมื่อมีการแถลงข่าวเกิดขึ้น นักข่าวสายนั้นก็จะต้องติดตามทำข่าวเพราะถือว่าเป็นหน้าที่ของผู้สื่อข่าวอยู่แล้ว ตนยอมรับว่า ผู้สื่อข่าวสายบันเทิงทุกวันนี้เหนื่อยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะจะต้องคอยตามว่า ในวันพรุ่งนี้จะมีใครแถลงข่าวอีกบ้าง ส่วนที่มีการติดตามทำข่าวโดยไปเฝ้าตามจุดต่างๆนั้น ตนคิดว่า ทุกวันนี้สื่อบันเทิงได้มีการแตกแขนงออกไปเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะสื่อทางด้านเอ็นเตอร์เน็ตที่จะเน้นในเรื่องของความรวดเร็ว อีกทั้งเราต้องยอมรับว่า สื่อออนไลน์เข้ามีบทบาทในชีวิตประจำวันของประชาชนเป็นจำนวนมาก

 อย่างไรก็ตาม ข่าวที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ ตนยอมรับว่า ยังมีข้อมูลอีกหลายชิ้นที่เราได้รับแต่ยังไม่ได้รับการยืนยัน  แต่ปัญหาในตอนนี้ คือ ทุกคนอยากจะทราบความจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด ว่า ได้เกิดอะไรขึ้นและความจริงทั้งหมดเป็นอย่างไร เพราะในเวลานี้ทุกคนต่างออกมาพูดไม่ตรงกัน  ดังนั้น ตัวละครที่ผู้สื่อข่าวสายบันเทิงจะต้องตาม และเกาะติด คือ ตัวฟิล์ม-แอนนี่ ส่วนตัวละครที่กำลังถูกสังคมเพ่งเล็งอยู่ขณะนี้คือ เฮียฮ้อ และจุ๊น

 ถามว่า คิดว่า จะได้ความจริงจากข่าวนี้หรือไม่  นายกสมาคมบันเทิง กล่าวว่า ตนเชื่อว่า ในขณะนี้คงจะไม่  เรื่องนี้ถือว่าเป็นประเด็นร้อน ซึ่งหากเราไปโหมตี ก็จะยิ่งลุกลาม ส่วนตัวอยากจะให้มีอะไรซักอย่างมาสรุป เพื่อให้เกิดความลงตัวในระดับหนึ่ง เพราะเราต้องยอมรับว่า ในเวลานี้ทั้งสองฝ่ายมีแฟนคลับทั้งคู่  แฟนคลับก็จะเชียร์ฝ่ายตัวเอง ตอนนี้มันกลายเป็นสงครามแฟนคลับและมาโจมตีกัน และตอนนี้สังคมก็เข้ามายุ่งแล้ว เช่น มูลนิธิต่างๆ หรือว่าญาติพี่น้องของแต่ละฝ่ายเริ่มออกมาแล้ว มันไม่ได้กลายเป็นคนบันเทิงแล้ว มันกลายเป็นประเด็นสังคมขึ้นมา เพราะว่าการให้สัมภาษณ์ของคนมันต้องระวังคำพูด ในการสัมภาษณ์แต่ละครั้งถ้าใช้คำพูดที่ดี หรือมีการเตรียมที่ดีมันอาจจะไม่ลุกลามขนาดนี้ ตอนนี้มันลุกลาม เพราะมีประเด็นที่เกี่ยวกับคำพูดเรื่องการลบหลู่ ทำให้หลายฝ่ายไม่พอใจ

 ผอ.มูลนิธิผู้หญิง กล่าวว่า โดยส่วนใหญ่แล้วเราจะไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่แล้วเราจะดูตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าผู้หญิงอยู่ในสภาพอย่างไร รวมทั้งในเรื่องของสิทธิต่างๆ ทั้งหมด โดยเราจะไม่ทำหน้าที่ตัดสินผิดถูก เช่น กรณีนี้ที่ฝ่ายหญิงบอกว่าต้องการจะเลี้ยงลูกด้วยตนเอง โดยไม่ต้องการให้มีการระบุว่า ใครเป็นพ่อ ซึ่งเรื่องนี้ทางมูลนิธิพร้อมที่จะให้การสนับสนุนหากฝ่ายหญิงต้องการใช่สิทธิ์ตรงนี้  และจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางฝ่ายหญิง ไม่ได้ออกมาเรียกร้องหรือขอความช่วยเหลือจากองค์กรใด ๆ

 "จากปัญหาที่เกิดขึ้นและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับผู้หญิงฝ่ายหญิงมักจะตกเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบ เพราะจะต้องตั้งท้องและเลี้ยงลูกเพียงลำพัง ดังนั้นช่องทางกฎหมายจึงจะให้สิทธิผู้หญิงสามารถออกมาเรียกร้องเพื่อให้ฝ่ายชายออกมาแสดงความรับผิดชอบ แต่ขั้นตอนที่จะเข้าถึงสู่กระบวนการนี้ ทำให้ผู้หญิงจำนวนมากเลือกที่จะจบเรื่อง โดยตัดสินใจที่จะเลี้ยงดูบุตรด้วยตนเอง"

 ผอ.มูลนิธิผู้หญิง กล่าวว่า สำหรับข้อกังขาที่เกิดขึ้นในสังคมในเวลานี้  ตนเห็นว่า ฝ่ายหญิงต้องการที่จะจบเรื่องโดยทำหน้าที่ที่จะดูแลลูกด้วยตนเอง เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องสิทธิแต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเวลานี้มันมีความเกี่ยวข้องในเรื่องของคุณค่าและวิธีคิดของคนในสังคม และในสถานการณ์ตรงนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ล่อแหลม  เพราะฝ่ายหญิงถือว่าเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบ รวมทั้งมีการตอบโต้ด้วยการนำเรื่องส่วนตัวมาพูด ซึ่งตนเห็นว่า ถือว่า เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างชัดเจน  เพราะหากจะถือว่าเป็นบุคคลสาธารณอย่างไร การที่ออกมาพูดเรื่องส่วนตัวในลักษณะเช่นนี้ ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของคนอื่น

 นพ.ยงยุทธ  กล่าวว่า ตนขอสรุปปัญหาที่เกิดขึ้นของเรื่องนี้ คือ เกิดมาจากปัญหาเรื่องธุรกิจ 2 แขนง ที่กระทำต่อประชาชน  โดยที่ใช้ผู้สื่อข่าวและดาราเป็นเครื่องมือ เพราะความอยากรู้อยากเห็นของประชาชนมาเป็นเหยื่อ ในช่วงที่ผ่านมาเราต้องยอมรับว่า ประชาชนได้เจอเรื่องร้ายๆ มามากแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องบ้านเมือง เศรษฐกิจและสังคม   ดังนั้นความรู้สึกกดดัน และยิ่งเมื่อมีธุรกิจ 2 แขนงนี้ได้พยายามปั้นข่าวขึ้นมา ยิ่งทำให้ประชาชนเกิดการตอบสนองต่ออารมณ์ของคนในสังคม  โดยประชาชน ได้นำไปพูดและถกกันในปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น ควรจะตรวจดีเอ็นเอ หรือไม่ตรวจ เรื่องนี้เราต้องเห็นใจความอยากรู้อยากเห็นของประชาชน ภายใต้ภาวะการณ์ของสังคมที่ย่ำแย่

 ดังนั้น ส่วนตัวจึงเห็นว่าเราควรจะตั้งคำถามกับธุรกิจ 2 แขนงนี้ ว่า เพราะสาเหตุอะไรถึงจะต้องกระทำถึงขนาดนี้ โดย ที่จะพยายามปั่นข่าวนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งตอนนี้ก็เกือบจะเข้าอาทิตย์ที่ 2 แล้ว เราต้องยอมรับว่าปัญหาเรื่องนี้เป็นปัญหาส่วนบุคคล  ดังนั้น จึงไม่มีสิ่งที่จะไปพิสูจน์ความถูกความผิดต่อสาธารณะ