บันเทิง

กสม.พร้อมช่วยแอนนี่ฟ้องเฮียฮ้อกล่าวหาคบ4ชาย

กสม.พร้อมช่วยแอนนี่ฟ้องเฮียฮ้อกล่าวหาคบ4ชาย

29 ก.ย. 2553

"กสม." ลั่นพร้อมยื่นมือช่วย "แอนนี่" ฟ้องค่าเสีย "เฮียฮ้อ" กล่าวหามั่วผู้ชาย วอนสังคมหยุดวิพากษ์ อ้างเป็นเรื่องของคน 2 คน ควรจะปล่อยให้คุยกันเอง ระบุเป็นห่วงวัยรุ่นจะเลียนแบบทำให้เกิดปัญหาทางสังคม จิตแพทย์แนะ“ฟิล์ม-แอนนี่”จับเข่าคุย2คนยุติปัญหา

(29ก.ย.) ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นางวิสา เบ็ญจมะโน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิเด็ก สิทธิสตรี และสิทธิความเสมอภาค แถลงข่าวถึงกรณีที่มีการโต้แย้งทางสังคมระหว่าง นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือฟิล์ม ศิลปิน-นักแสดง และน.ส.แอนนี่ บรู๊ค นักแสดงสาว ว่า กสม.ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการด้านสิทธิเด็กเข้าไปดูแล และให้คำแนะนำกับน.ส.แอนนี่ เพราะรู้สึกเป็นห่วงในเรื่องของสิทธิเด็กที่ถูกนำมาเป็นตัวแสดง เนื่องจากเด็กไม่ได้รับรู้ในปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะตามสิทธิแล้วเด็กจะต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองในเกียรติยศและชื่อเสียง รวมถึงเด็กมีสิทธิที่จะได้รับรู้ว่าใครเป็นบิดามารดา นอกจากนี้การที่มีบุคคลออกมาให้ความเห็นว่ามารดาของเด็กคบผู้ชายหลายคนนั้นเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และตอกย้ำความสงสัยจากสังคมว่าเด็กเป็นบุตรของใคร ซึ่งหากฝ่ายหญิงได้รับความเสียหายก็สามารถไปปรึกษาทนายเพื่อฟ้องร้องดำเนินการทางคดีได้ ทั้งนี้ทัศนคติความเสมอภาคทางเพศเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และไม่ควรนำมาเป็นข้อถกแถลงของสังคม จนกลายตราบาปของฝ่ายหญิงเพียงฝ่ายเดียว อีกทั้งสื่อปัจจุบันมีความก้าวหน้าสามารถจัดเก็บและเผยแพร่ได้ ซึ่งในอนาคตเด็กอาจได้รับการล้อเลียนจากสังคม ดังนั้นสื่อมวลชนควรจะช่วยกันระมัดระวังการนำเสนอภาพของเด็กด้วย

 “ ทั้งนี้ขอเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องจะทำอย่างไรที่จะหยุดเรื่องนี้ไว้ เพื่อไม่ให้เด็กบอบช้ำ เพราะกรณีนี้เป็นข้อพิพาทของคน 2 คน ที่ต้องไปพิสูจน์ในเชิงกฎหมาย โดยะเฉพาะฟิล์มเป็นบุคคลสาธารณะน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสังคม ทั้งนี้รู้สึกเป็นห่วงในเรื่องความสัมพันธ์ของชายหญิงโดยเฉพาะวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และยังไม่มีความพร้อมในการเลี้ยงดูบุตร ทำให้เด็กที่เกิดมาไม่ได้รับการเลี้ยงดู และการปกป้องคุ้มครองตามมาตรฐานที่ควรจะได้รับ อย่างไรก็ตามกสม.จะมีการจัดเวทีเสวนาเกี่ยวกับเรื่องของสื่อและการคุกคามสิทธิเด็ก โดยจะเน้นไปในเรื่องของการปกป้องคุ้มครองสิทธิเด็กในเร็วๆ นี้ ” นางวิสา กล่าว

 เมื่อถามว่า กสม.จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างไรบ้างนั้น นางวิสา กล่าวว่า กสม.จะช่วยส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิเด็ก เพื่อปกป้องคุ้มครองให้เด็กได้รับผลประโยชน์สูงสุด เมื่อถามอีกว่า สิทธิของเด็กที่ควรจะได้รับรู้ว่าใครคือบิดามารดานั้น ต้องมีการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ หรือไม่ นางวิสา กล่าวว่า ขณะนี้สิทธิในการดูแลและปกป้องเด็กอยู่ที่มารดา เพราะผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นบิดาของเด็กไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตร จึงเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของมารดาเพียงฝ่ายเดียว ดังนั้นการตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับบุตรจึงเป็นอำนาจของฝ่ายหญิง ดังนั้นหากฝ่ายชายจะตรวจดีเอ็นเอต้องไปขออำนาจศาลเพื่อยืนยันว่าเป็นลูกของตนจริงหรือไม่

จิตแพทย์แนะ“ฟิล์ม-แอนนี่”จับเข่าคุย2คนยุติปัญหา
      
       นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กล่าวถึงกรณี ฟิล์มและแอนนี่ บรู๊ค ว่า กระแสที่เกิดขึ้นนานเกือบ 2 สัปดาห์ หากมองในแง่ของข่าวร้ายของคนๆ หนึ่ง อาจเป็นโอกาสดีของบุคคล ครอบครัว และสังคม ใช้โอกาสเรียนรู้จากข่าวมาปรับใช้ เช่น ในส่วนของบุคคล และครอบครัว พ่อแม่อาจสอนบุตรหลานเรื่องเพศสัมพันธ์จากข่าว การป้องกัน การใช้ถุงยางอนามัย ห่วงอนามัย ยาคุมกำเนิด เนื่องจากปัญหาเหล่านี้พบมากในวัยรุ่นและเป็นปัญหาสังคมขนาดใหญ่ การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรทำให้เด็กบางคนสูญสิ้นอนาคต หรือแม้แต่การทำแท้งที่เป็นที่มาของการเสียชีวิต เป็นโอกาสดีของพ่อแม่ที่จะไม่เกิดความอายในสอนบุตรหลาน
      
       “ครอบครัวจะได้ประโยชน์ในเชิงของการสอนและปลูกฝัง จากเดิมที่มีลูกชายแล้วไม่กังวล คิดว่าการมีเพศสัมพันธ์ไม่ใช่เรื่องเสียหาย อาจปรับการสอนใหม่ ให้เป็นถึงศักดิ์ศรีความเป็นชายกับกรณีดังกล่าวที่เกิดขึ้น หากไม่รับผิดชอบ หรือการตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์โดยขาดความยั้งคิด อาจส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงาน รวมทั้งความชื่นชอบของสังคม ถูกวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะบุคคลที่มีชื่อเสียงย่อมถูกจับตามองเป็นพิเศษ” นพ.ทวีศิลป์ กล่าว และว่าส่วนในเชิงสังคม เรื่องนี้ถือว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์ มีการขุดคุ้ย ถือว่าเป็นผลดี ทำให้เกิดบรรทัดฐานทางสังคม มีทั้งการตรวจสอบประวัติการดำเนินชีวิต ทำให้เห็นว่าบุคคลต้นแบบต้องมีการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง สร้างค่านิยมและวัฒนธรรมใหม่ให้วัยรุ่นว่าจะต้องดีพร้อม

       นพ.ทวีศิลป์ ยังให้ข้อคิดกับฟิล์มและแอนนี่ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นถือเป็นปัญหาของคน 2 คน การแก้ไขจะต้องไม่เกิดขึ้นจากถูกสังคมกดดัน ควรหาเวลาพูดคุยกันเองตามลำพังโดยปราศจากสื่อ เชื่อว่าปัจจุบันสื่อสารมวลชนของไทยมีความเคารพในสิทธิส่วนบุคคลอยู่แล้ว เชื่อว่าจะทำให้แก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น เพราะไม่ถูกจับจ้อง ส่วนเรื่องของการตรวจดีเอ็นเอนั้น เป็นกระบวนการพิสูจน์ความเป็นเครือญาติทางวิทยาศาสตร์ ถือเป็นเครื่องมือและตัวช่วย แต่ในอดีตสังคมไทย แม้ไม่มีการตรวจดีเอ็นเอ ก็สามารถคลี่คลายด้วยการพูดคุยทำความตกลงกัน บางครอบครัวแม้ไม่ใช่พ่อแม่ที่แท้จริง ก็ยินดีรับเลี้ยงดูลูก สามารถทำให้เด็กเติบโตได้ในสังคม ส่วนเด็กในขณะนี้เชื่อว่ายังไม่มีการรับรู้ แต่ในระยะยาวหากมีผู้ที่เลี้ยงดูที่ดี พ่อแม่ทดแทนที่ดี จะสร้างวุฒิภาวะที่สมบูรณ์ ทำไม่ให้เกิดปัญหาในสังคม อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่าปัญหาทุกอย่างแก้ปัญหาได้ด้วยการพูดคุย กันเพียงสองคน

"ครูหยุย"วอนสื่อหยุดขายข่าวแอนนี่-ฟิล์ม
 
 นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ เลขาธิการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก กล่าวว่า ปรากฏการณ์นี้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ซึ่งดีหรือไม่ดีก็ไม่มีใครสามารถรับรู้พฤติกรรมได้ เพราะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ดังนั้นคนที่เที่ยวออกไปพูดเรื่องราวของคนอื่นโดยไม่รู้ความสัมพันธ์ที่แท้จริงในขณะนี้ ถือว่าเป็นบาปกรรมเปล่าๆ มิหนำซ้ำกรณี มีเด็กที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ซึ่งนอกจากจะแย่เพราะไม่รู้ว่าเป็นลูกใครกันแน่ แล้วยังต้องไปปรากฏตัวออกตามสื่อต่างๆ ซึ่งสื่อจะโดยเจตนาหรือไม่ก็เป็นการทำร้ายเด็กให้เสียหายกันไปใหญ่ ดังนั้น การปรากกฎเป็นข่าวใหญ่โตเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิเด็กอย่างรุนแรง จึงขอให้สื่อมวลชนจะต้องเลิกทำข่าวในลักษณะขายข่าวแบบนี้ได้แล้ว

"หมอพรทิพย์"แนะ"ฟิล์ม-แอนนี่"ตรวจดีเอ็นเอเงียบๆ

 แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) กล่าวว่า หากได้มีการตรวจดีเอ็นเอ เพื่อพิสูจน์ความจริงเรื่องราวปัยหาก็จะยุติได้  แต่ทั้งนี้  การตรวจดีเอ็นเอ พิสูจน์ความเป็นพ่อ แม่ ลูก ว่า ไม่ได้เป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นเรื่องทางสังคม ซึ่งผู้ที่มีปัญหาต้องการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอควรได้รับคำปรึกษาที่ถูกต้อง ซึ่งปัจจุบันการตรวจทำได้ง่าย ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่มีฝ่ายใดผิด แต่การตรวจดีเอ็นเอ เป็นความรับผิดชอบต่อเด็กที่เด็กมีสิทธิ์รู้และมีสิทธิ์ ที่จะมีผู้เลี้ยงดูจนเติบโต ซึ่งไม่ใช่ความรับผิดชอบต่อแม่ของเด็ก จึงต้องเข้าใจว่าความรับผิดที่จะเกิดขึ้นไม่จำเป็นต้องแต่งงาน

  ทั้งนี้ คุณหญิงพรทิพย์  แนะนำให้ฟิลม์ และแอนนี่ ยุติการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อและหาทางออกโดยหาคนที่ไว้ใจและแก้ปัญหาด้วยการ ตรวจดีเอ็นเออย่างเงียบ ๆ ซึ่งผลตรวจเป็นความลับของสามคน และไม่จำเป็นต้องให้สังคมตามต่อ