บันเทิง

คมเคียวคมปากกา-สำเนียงร้อง

คมเคียวคมปากกา-สำเนียงร้อง

30 มี.ค. 2552

การประกวดร้องเพลงตามตำนานที่หาอ่านได้ มีจัดกันคึกคักอยู่ในกรุงเทพฯ ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

การประกวดตามงานวัดต่างๆ เป็นการดึงดูดให้คนมาเที่ยวงาน หรือมาเชียร์นักร้องคนบ้านเดียวกัน เช่น งานภูเขาทอง งานวัดหัวลำโพง ฯลฯ

 นั่นเป็นตำนานยุคลุยเวทีประกวด ก่อนจะโด่งดังเป็นนักร้องอาชีพของรุ่น ชาญ เย็นแข, คำรณ สัมบุณณานนท์, นริศ อารีย์, เพ็ญศรี พุ่มชูศรี มาจนถึงรุ่น ทูล ทองใจ

 ขณะที่นักร้องรุ่นถัดมาจากนั้น หาประสบการณ์ก่อนมาเป็นนักร้องดังจากเป็นกองเชียร์รำวง และร้องเพลงประกวด เช่นยุค ชาย เมืองสิงห์, เพลิน พรหมแดน, ชาตรี ศรีชล, บุปผา สายชล และ รพิน ภูไท ฯลฯ

 ในตำนานการประกวดร้องเพลงยุคคลาสสิกนั้นเขาให้ร้องปากเปล่าไม่มีดนตรี การให้คะแนนจะพิจารณาจากเสียงร้อง จังหวะ และอักขระ

 การร้องปากเปล่าไม่มีดนตรีโดยไม่ให้ผิดจังหวะนั้นไม่ง่ายนะครับ ต้องรู้จักนับจังหวะแบบคิดในใจ หรือไม่ก็ใช้หัวแม่เท้าเคาะกับพื้นเงียบๆ บางคนอาจใช้เคาะนิ้วมือกับต้นขา

 ส่วนอักขระนั้นเน้นที่เสียงควบกล้ำ ร.เรือ ล.ลิง ต้องควบกล้ำชัด หมายความว่าคนร้องต้องอ่านเนื้อร้องให้แม่นยำ ไหนเรือ ไหนลิง จะได้ประกวดร้องเพลงแล้วไม่ต้อง "กุ้มใจ-กุ้มใจจริงๆ ล.ลิงไปไหน"

 นักร้องที่อ่านหนังสือไม่คล่อง จึงมักมีปัญหาตรงนี้ ลองไปฟังเพลง สาวนาสั่งแฟน ของพุ่มพวง ดวงจันทร์

 "หากมีเวลามาเยี่ยมบ้านนาบ้างเน้อพี่เน้อ อย่ามัวไปเห่อแสงไฟในเมืองมั่งคั่ง"

 ฟังดูดีๆ พุ่มพวงเธอร้องว่า "เมืองมั่งคลั่ง" คือมี ล.ลิง เกินมาในคำว่า "คั่ง"

 นี่ไม่ได้ตำหนิอะไรในราชินีลูกทุ่งของเรา กลับเป็นการยืนยันว่า เธออ่านหนังสือไม่คล่องจริงๆ แต่เธอเป็นอัจฉริยะ อ่านหนังสือไม่ออกแต่กลับต่อเพลงได้ในเวลารวดเร็ว

 เรื่องของเสียงควบกล้ำนี้ กลายเป็นมุกตลกให้มาเล่นล้อในประเภทมุกประกวดร้องเพลง เช่นว่า ต้องเคร่งเครียดควบกล้ำให้ชัด พอกลัวไม่ชัดก็เลยควบกล้ำแหลก

 "มรองเธรอสราวเธรอสรวยฉรันจรึงไดร้มรอง"

 นักร้องบ่งบอกร่องรอยว่าเคร่งเครียดการควบกล้ำ ก็คือ ทูล ทองใจ ผู้หาประสบการณ์จากเวทีประกวดแถบมหาชัย ฟังเพลงทูลยุคมาเป็นนักร้องอัดแผ่นเสียง เวลาร้องควบกล้ำ ร.เรือ จะชัดมาก จนบางคำคล้ายจะมี ร.เรือควบกล้ำทีเดียวหลายตัว

 การร้องในสำเนียงมาตรฐาน จังหวะแม่น อักขระชัด เสียงดี พอได้เพลงดีดนตรีไพเราะ ทูล ทองใจก็ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำทุกครั้งที่เข้าประกวด ในปี 2509 และปี 2514

 แต่เกณฑ์มาตรฐานการประกวดร้องเพลงยุคคลาสสิกนั้น เป็นเกณฑ์ของสำเนียงกรุงเทพฯ เพราะประกวดกันอยู่แต่งานวัดในกรุงเทพฯ

 พอการประกวดแพร่ไปในต่างจังหวัด เช่นในภาคอีสาน จึงเกิดมุกล้อเลียนว่า "ป่าเหนือ" ที่ฝึกมาดิบดีว่า เหนือ-เหนือ พอร้องจริงกลายเป็น "ป่าเหนีย"

 และในที่สุด สมัยผ่านไป สำเนียงร้องเพลงลูกทุ่งก็คลี่คลายสู่สำเนียงพื้นบ้าน ทั้งภาคกลาง อีสาน ใต้ และภาคเหนือ

วัฒน์ วรรลยางกูร