
หักเงินโชว์ตัวนักร้อง อาร์สยามยกให้นักแต่งเพลง
กระแสการทำเพลงของค่ายเพลงยุคใหม่เปลี่ยนไป จากที่เคยทำเพลงให้นักร้องแต่ละคนแบบเต็มชุด 10-12 เพลง (อัลบั้ม) กลายมาเป็นการทำเพลงออกครั้งละหนึ่งเพลง(ซิงเกิ้ล)ก่อน เพื่อวัดกระแสความนิยม และรองรับกระแสการดาวน์โหลดเพลง หากเพลงนั้นๆ ประสบความสำเร็จ นักร้องจะได้ทำ
การผลิตเพลงในลักษณะดังกล่าวทำให้นักแต่งเพลง ซึ่งเคยมีรายได้จากการแต่งเพลงจำนวนมากกว่าหนึ่งเพลงหรือเหมาทั้งชุด ต้องขาดรายได้ที่พึงได้ไปไม่น้อย ตรงกันข้ามหากนักร้องนำเพลงไปร้องแล้วประสบความสำเร็จ จะมีรายได้จากการโชว์ตัวร้องเพลงมากมายหลายเท่ากว่าคนเบื้องหลัง ค่ายอาร์สยามจึงเตรียมนโยบายใหม่ กระจายรายได้ให้สู่คนเบื้องหลัง โดยจะมีการหักค่าจ้างโชว์ตัวนักร้องในค่าย 5% มอบคืนให้นักแต่งเพลง
ศุภชัย นิลวรรณ ผู้บริหารจากค่ายอาร์สยาม ในเครือบริษัทอาร์เอสโปรโมชั่นจำกัด(มหาชน) กล่าวถึงนโยบายเรื่องรายได้ของนักแต่งเพลงที่จะหักมาจากงานโชว์ตัวของนักร้องว่า
“ตอนนี้การทำเพลงเปลี่ยนไป นักแต่งเขาเคยทำเต็มอัลบั้ม มาวันนี้ทำแค่2-3เพลง รายได้เขาน้อยลงไป ทุกคนเดือดร้อน ในขณะที่นักร้องมีงานโชว์ตัวจากเพลงก็น่าจะมองย้อนมาถึงคนเบื้องหลังบ้าง ก่อนหน้าเราใช้นโยบาย หักค่าโชว์จากนักร้องเข้าบริษัท 5 % เราก็จะขอเพิ่มอีก 5 % รวมเป็น 10 % เพื่อเอามาเติมให้นักแต่งเพลง ผมยังไม่ได้เสนอเข้าบอร์ด แต่พูดคุยกับนักร้องในค่ายแล้วทุกคนเห็นด้วย เหมือนเป็นการดูแลกัน เพราะนักร้องที่มีงานโชว์ตัวทุกวันจากเพลงที่คนแต่งเขาแต่งให้ ผมว่าน่าจะรวยก็รวยด้วยกัน ไม่ใช่รวยเฉพาะนักร้อง นักแต่งก็มีสิทธิ์รวยได้ ถ้าเขาแต่งเพลงแล้วดัง ส่วนการแบ่งนั้นก็ต้องมาลงรายละเอียดอีกครั้งว่าจะใช้แบบไหน ”
ทางด้าน เชิงศร นครเจริญ นักแต่งรุ่นใหม่ที่มีเพลงดังหลายเพลง อาทิ ขอนไม้กับเรือ หนอนผีเสื้อ น้ำใต้เข่า บอกถึงนโยบายครั้งนี้ว่า
“ดีใจนะครับ วันนี้รูปแบบการขายเพลงเปลี่ยนไปจากอัลบั้มมาเป็นซิงเกิ้ล การทำเพลงก็ลดจำนวนลง บริษัทกำไรมากขึ้น นักแต่งรายได้น้อยลง การแก้ปัญหาผมว่าตรงจุดมาก ศิลปินบางคนที่เขาเคยอยู่เบื้องหลังมาก่อน อย่างเช่น เอเซียร์ หรือ เอม็อบ เขาก็เข้าใจเห็นใจคนแต่งเพลง คนเบื้องหน้าเมื่อมีเพลงดัง ก็มีงานโชว์มาก คนเบื้องหลังก็ควรอยู่ได้ด้วย ผมว่าเป็นการดี”
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ถ้านโยบายแบบนี้ค่ายอื่นๆ นำไปใช้จะทำให้มีเพลงดีๆ ออกมามากด้วยหรือไม่ นักแต่งหนุ่มไฟแรงบอกว่า
“อันแรกในด้านขวัญและกำลังใจของคนทำงานเบื้องหลังผมว่า ต้องมีแน่นอน ส่วนอีกอัน คือความตั้งใจในการเขียนเพลงก็จะมากขึ้นตาม นักร้องเขารู้ดีว่า เวลาเราทำงานให้เขาผลประโยชน์ไม่ได้มาถึงนักแต่งเพลงเลย ใครที่แต่งเพลงแล้วดังก็ได้รับไปตามส่วน เป็นการกระตุ้นให้คนแต่งเพลงทำงานดีๆ ออกมา เน้นคุณภาพกันมากขึ้น เพลงแข็งแรงขึ้น แต่เพลงกว่าก็จะผ่านคณะทำงานกลั่นกรองยากขึ้น นโยบายแบบนี้จะเป็นการพลิกการทำงานของนักแต่งกับค่ายเพลง ถ้าทุกค่ายทำแบบนี้จะเป็นผลดีของนักแต่งเพลงทุกคน”
ส่วน สลัลวิทย์ ยิ่งยศเสนี เจ้าของเพลง รักคนมีแฟน อิจฉา นางฟ้า คู่ชีวิต กล่าวด้วยน้ำเสียงดีใจว่า
“ดีใจที่ทางบริษัทเห็นความสำคัญของคนเบื้องหลัง รู้สึกดีที่เขามีการประคับประคองให้เราอยู่รอด นักแต่งใหม่ๆที่ตามฝันของตัวเองก็จะพัฒนาตัวเองขึ้นมาเมื่อเห็นว่า งานที่ทำมีผลตอบแทนที่ดี ต่อไปคิดว่าน่าจะมีเพลงที่ดีๆ ออกมาอีกเยอะ โดยเฉพาะค่ายอาร์สยาม ผมคุยกับศิลปินที่ผมแต่งเพลงให้เขาอย่างทรงกลด ญามา เซียร์ ณภัทร เขาก็เห็นด้วยว่า ควรมีการดูแลซึ่งกันและกัน”
มาที่ความเห็นของ นักแต่งเพลงรุ่นครูกันบ้าง ซึ่งบางคนอาจถูกมองว่า แต่งเพลงไม่เข้ากับยุคสมัยจนทำให้ไม่มีผลงานเพลงดังออกมาเหมือนแต่ก่อน
ชลธี ธารทอง ศิลปินแห่งชาติ นักแต่งเพลงเจ้าของฉายา “เทวดาเพลง“ แสดงความเห็นในกรณีค่ายอาร์สยามจะปรับการทำงานว่า
“เป็นเรื่องดี ผมเห็นด้วยและสนับสนุน เพราะนักร้องกับนักแต่งเพลงต่างกันเหมือนฟ้ากับเหว ถ้าอาร์สยามคิดแบบนี้น่าสนับสนุน และอยากให้ค่ายเพลงค่ายอื่นนำไปใช้ด้วย กลัวเขาจะไม่นำไปใช้กัน นักแต่งเพลงในประเทศไทยมีเป็นพันคน แต่เอาตัวรอดได้ไม่ถึง 10 คน นอกนั้นปากกัดตีนถีบ เพลงพอดังแล้ว นักร้องและค่ายเพลงนำไปหารายได้ ได้หลายทาง“
เมื่อถามว่านโยบายนี้จะเป็นการกระตุ้นให้นักแต่งเพลงรุ่นเก่าๆ ที่มีจุดเด่นในเรื่องในใช้ภาษาหันมาแต่งเพลงร่วมสมัยออกมาหรือไม่ ศิลปินแห่งชาติบอกว่า
“คำว่าเพลงตลาดมันต้องมีคุณภาพด้วย ไม่ใช่ใช้คำที่มันส่อไปในด้านผิดศีลธรรม มันต้องสร้างสรรค์อย่าเอาแต่สนุก เพลงต้องมีปรัชญาข้อคิดในเพลงฟังแล้วสบายเพลงเหล่านี้ไม่มีเลย ทุกวันนี้สื่อมวลชนเองก็ควรจะติติงด้วย ไม่งั้นเขาก็จะหลงตัวเอง และอย่าหลงทาง ถ้าเพลงออกมาเป็นเพลงตลาดอย่างที่เขาทำกันตอนนี้ ควรเพิ่มสิ่งที่ผมบอกลงไปด้วยจะดีมาก ผมสนับสนุนกับนโยบายแบบนี้ของอาร์สยาม“



