
คมเคียมคมปากกา - ทนง โคตรชมภู สุดปลายปีกฝัน สายธารแห่งศรัทธา
เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ 14 กันยายน 2553 ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 10
ตกค้างหลายสัปดาห์ จากเมื่อกลางเดือนที่แล้ว พบ นิด ลายสือ ณ ขุนเขายะเยือก ที่มหาสารคาม เขามอบแผ่นเพลงให้ชุดหนึ่งชื่อ “สุดปลายปีกฝัน ทนง โคตรชมภู” ที่ผลิตจากห้องบันทึกเสียงของเขาใน จ.ขอนแก่น เป็นแผ่นทดลองฟัง ที่เมื่อฟังแล้วก็อาจต้องปรับปรุงแก้ไข ก่อนทำการเผยแพร่
ต้องบอก...ทนงคนนี้มิใช่นักร้อง เขาคือจิตรกรเอกทางด้านวาดภาพด้วยปาก เขาคือชีวิตซึ่งทางกายบกพร่อง ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนที่อาจคิดว่าตัวเองสมบูรณ์ เขาคือครูของสังคม ครูของครู และครูของเหล่านักเรียนจำนวนมาก โดยเฉพาะใน ค่ายฯ กองทุนศิลปินครูบ้านป่า สลา คุณวุฒิ
ทว่า ที่เขาเกี่ยวข้องกับสายดนตรี เพราะหัวใจอันกว้างใหญ่ของเขา เขามีครูบาอาจารย์และพี่น้องผองเพื่อนในแวดวงดนตรีจำนวนมาก ด้วยนอกจากวาดรูปแล้ว เขายังชอบแต่งบทกวี แต่งเพลง และร้องเพลง เช่น แต่ง “สู่ขวัญหัวใจ” ให้ ต่าย อรทัย ขับร้อง ส่วนเพลงที่เขาชอบร้องก็มี “ขุนเขายะเยือก” ของนิด “หวัง” ของพี่หงา “ฝันบนถนนเปลี่ยว” ของชูเกียรติกับผม
คนเราพอมีความฝัน ก็ย่อมมีความเพียร กี่ปีกี่เดือนยังคงประคองฝันนั้นไว้ มีโอกาสจึงลงมือทำในช่องทางเล็กๆ ของตัวเอง เหมือนอย่างวันนี้ของเขานั้น แท้คือรูปรอยความฝันของเขาร่วมสิบปีมาแล้ว
ผมบังเอิญมีส่วนร่วมด้วยทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว ที่รู้ตัวสดๆ ก็เมื่อผมได้รับเชิญให้นำเพลง “ฝันบนถนนเปลี่ยว” ไปอ่านแบบบทกวี เพื่อนำเข้าสู่การขับร้องหมู่ใน “ขุนเขายะเยือก” ซึ่งจะเป็นฉบับพิเศษที่มีผู้ร่วมอ่านร่วมร้องจำนวนมาก ทั้งทนงเอง นิด ลายสือ หว่อง คาราวาน ไข่ มาลีฮวนน่า ฯลฯ ผมอ่านบทกวีบันทึกเสียงแล้ว มาเปิดฟังบ่อยๆ จนลูกชายท่องได้แล้ว แต่ก็ยังรู้สึกอยากแก้ไขปรับปรุงอีกครั้ง
ส่วนบางเพลงที่น่าจะลงตัวแล้ว ก็อย่าง “บนถนนคนไม่ยอมแพ้” ที่ ครูพงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา แต่งให้แก่ชีวิตทนง และมอบหมายให้ หงา คาราวาน เป็นผู้ขับร้อง เพลง “หัวใจเดินทาง” ที่ทนงแต่งให้แก่ชีวิตพี่หว่อง แล้วมอบหมายให้ หว่อง คาราวาน เป็นผู้ขับร้อง หรือเพลง “หนาวน้ำตา” ที่ทนงนำบทกวีเชิงกลบทของ สุทัศน์ วงศ์กระบากถาวร มาใส่ทำนองเอง แล้วมอบหมายให้ นิด ลายสือ เป็นผู้ขับร้อง อีกทั้งกำลังรอให้ ไข่ มาลีฮวนน่า และ ติ๊ก ไทลากูน มาช่วยเพิ่มให้อีกประมาณสองเพลง
ที่พิเศษอย่างยากที่เราจะคาดล่วงหน้าถึงวันนี้ได้ก็คือ สักประมาณ 10 ปีก่อน ทนงซึ่งสนิทสนมกับผมมาก่อนหน้านั้น นำเพลง “คืนความหวังสู่แผ่นดิน” ซึ่งเขาแต่งเองร้องเองใส่ตลับเทปมาให้ผมฟัง แล้วบอกว่าเขาฝันให้ ปู พงษ์สิทธิ์ ขับร้องเพลงนี้ ตอนนั้นโดยไม่รู้พิธีรีตองทางธุรกิจใดๆ ผมอยากช่วยเขาสานฝันจึงทดลองไปเอ่ยปากกับปู ในยามที่เขามีชื่อเสียงและงานมาก ปรากฏว่าปูยินดีเข้าห้องบันทึกเสียงส่วนตัวขับร้องเพลงนี้ให้ โดยไม่คิดค่าชื่อเสียงหรือค่าเสียเวลาใดๆ ประมาณว่าปูก็อยากช่วยสานฝันให้คนอย่างทนง ขณะในปีเดียวกัน ก็ยังมีเพลง “กองเกวียน” ที่เขาแต่ง และบอกว่าอยากให้ ชูเกียรติ ฉาไธสง ขับร้อง ซึ่งผมก็ได้ประสานให้ กระทั่งเราได้ไปใช้ห้องบันทึกเสียงของ วิ แม่น้ำ ทำเพลงนี้จนลุล่วง
ระหว่างสิบปีที่ผ่าน เจอทนงทีไร ผมมักเลียบเคียงถามถึงเพลงเหล่านี้ ลึกๆ ผมแอบเกรงใจผู้ที่เราไปขอความช่วยเหลือ กลัวจะเสียเวลา เสียของ เสียความรู้สึก ซึ่งเขาก็บอกว่ากำลังเตรียมการอยู่ อาจนำไปใช้ในหนังสารคดีชีวิตของเขาด้วย ผมได้แต่รอคอย และหวังว่าเขาจะไม่ทอดทิ้งสิ่งที่เคยฝันนั้น
กระทั่งกลางเดือนก่อน หลังแยกย้ายกันที่มหาสารคาม ผมได้แผ่นเพลงมาเปิดฟังบนรถ พอถึงเพลงที่ขับร้องโดยปู ผมสะดุ้ง รีบต่อสายหาเขา นี่ปูมาบันทึกเสียงให้ใหม่ หรือเป็นปูที่เราช่วยกันเมื่อสิบปีที่แล้ว เพราะเสียงยังเหมือนสดใหม่ เขาบอก...เก็บต้นฉบับเพลงนี้ไว้อย่างดี ด้วยความรักและศรัทธา กระทั่งรูปรอยความฝันก่อตัวขึ้นเป็น “สุดปลายปีกฝัน สายธารแห่งศรัทธา” เขาอยากทำสนองฝันเพียงชุดเดียว เพื่อฝากรูปรอยไว้ในปรากฏการณ์ชีวิตส่วนตัว
เพียงแผ่นทดลองฟัง ก็ได้อารมณ์เพลงหลากหลาย ผมกำลังรอฉบับที่พร้อมกว่านี้ และจะรายงานข่าวถึงมิตรรักของเขาตามลำดับ ทั้งขอเป็นกำลังใจให้เขา...ที่ต้องต่อสู้กับปัญหาสุขภาพส่วนตัวอย่างทรหด!
"ไพวรินทร์ ขาวงาม"



