บันเทิง

กวนเพลงให้น้ำใส - แจ๊ส : จากกระแสนิยม 
สู่การสร้างองค์ความรู้ (อีกครั้ง)

กวนเพลงให้น้ำใส - แจ๊ส : จากกระแสนิยม สู่การสร้างองค์ความรู้ (อีกครั้ง)

16 ก.ย. 2553

กระแสนิยม การส่งเสริมการตลาด และดนตรีแจ๊ส ทั้ง 3 สิ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกันอย่างมาก และได้คลี่คลายมาสู่จุดพิสูจน์ว่า วงการแจ๊สบ้านเราจะก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืนได้หรือไม่ หลังจากพ้นช่วง “บูม” เหมือน “ฟองสบู่” เมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา

  เพราะความเกี่ยวข้องของ 3 สิ่งข้างต้นนั่นเอง เป็นเหตุให้คนรักดนตรีแจ๊สบางคนถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงว่า แล้วตกลงกระแสความนิยมของดนตรีแจ๊สจะมีจุดจบเหมือนดนตรีบางพวก หรือเหมือนกระแสนิยมอื่นๆ หรือเปล่า นั่นคือสิ้นสุดไปตามกาลเวลา เมื่อรู้สึกเบื่อหน่ายหรือหมดอาการเห่อไปตามกระแส ก็ทิ้งขว้างอย่างไม่ไยดี

 คำตอบคือ ความสนใจดนตรีแจ๊สในสังคมไทยเพียงเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น ผู้คนยังมีโอกาสทำความรู้จักดนตรีแขนงนี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวอีกมากมาย และฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกำลังดิ้นรนหนทางไปอย่างเหนื่อยยากพอดู

 เหนืออื่นใด สารัตถะของดนตรีแขนงนี้ มีความลึกซึ้งให้ติดตามและศึกษาทำความรู้จักมิได้สิ้นสุด สำหรับคนที่ชื่นชอบแล้ว โอกาสจะเบื่อหน่ายคงเป็นไปได้ยาก เพราะเห็นฟังกันจนแก่ตายกันทั้งนั้น ทุกวันนี้ อย่าว่าแต่คนฟังเพลงทั่วโลกเลย แม้กระทั่งนักดนตรีคลาสสิกหรือวาทยกรที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น ฟิลิป อองเตรอมง ก็ยังหันมาฟังแจ๊ส

 ในด้านหนึ่ง เราต้องยอมรับว่าบนกระแสความนิยมที่เกรียวกราวไปทั่วนั้นก็มีบางคนที่ฟังเพราะแฟชั่น ฟังด้วยตา (เอาไว้มองของสวยๆ งามๆ) หรือฟังเพราะเพื่อนหรือสังคมเขานิยมกัน เมื่อเข้าไม่ถึงแจ๊ส คนกลุ่มนี้ย่อมหลุดออกไปจากแวดวงหรือชุมชนนี้ในวันใดวันหนึ่ง

 ประเด็นจึงอยู่ที่การสร้างเสริมฐานะคนฟัง และสนับสนุนให้เกิดวัฒนธรรมการเสพบริโภคดนตรีที่แข็งแกร่งขึ้นมามากกว่า โดยอาศัยการเกี่ยวข้องกันของ 3 สิ่งข้างต้น ทำอย่างไรให้มีลักษณะยั่งยืน หรือ Sustainable

 ไม่แน่ใจว่า บรรดาผู้ผลิตสิ้นค้าที่หวังอาศัยยอดขายจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับดนตรีแจ๊สนั้น จริงๆ แล้ว พวกเขารักและมองเห็นความสำคัญของดนตรีมากน้อยแค่ไหน หรืออาศัยเป็นเพียงช่องทางและเครื่องมือให้ขายสินค้าได้มากขึ้น พอกระแสแจ๊สตกต่ำลงเมื่อใด คนกลุ่มนี้ก็มองหาอะไรอย่างอื่นที่ Hip มาใช้งานต่อ ใครๆ ก็รู้ว่า แบบนี้เป็นพฤติกรรมของสัตว์เศรษฐกิจ !

 วิธีการที่จะทำให้วัฒนธรรมการฟังดนตรีแจ๊สยั่งยืน คือการให้ความสำคัญแก่การศึกษา การทำความเข้าใจ หรือกระบวนการที่ฝรั่งเรียกว่า Appreciation ซึ่งนับเป็นเรื่องน่ายินดีที่ในหลายๆ งานกิจกรรม เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น ทั้งกิจกรรมของ 3 สถาบันการศึกษา มหิดล-ศิลปากร-รังสิต ที่เปิดสอนเอกแจ๊ส จนถึงล่าสุดในงาน Jazz Up Bangkok Festival 2010 ที่จะมีขึ้นระหว่าง 1-3 ตุลาคม ศกนี้ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน

 เบื้องล่างนี้ คือรายละเอียดที่ตัดตอนมาให้อ่านพอเรียกน้ำย่อย หากสนใจ แวะไปเยือนที่เว็บไซต์ของงานได้ (www.jazzupbangkok.com) ใครสนใจสามารถสำรองที่นั่งได้ที่อีเมล [email protected]
 Workshop Main Sessions สำหรับนักดนตรีและบุคคลทั่วไปที่สนใจ
 1.  “The Heart of Improvisation” หัวใจแห่งการด้นสดที่ดีควรเป็นอย่างไร
 เรียนรู้เรื่องราวของการ Improvisation หรือการด้นสด ความหมาย เทคนิค วิธีการเล่น ถ่ายทอดโดยสุดยอดมือเปียโน Peter Beets พร้อมด้วยมือเบส Marius Beets และอาจารย์พลวิทย์ โอภาพันธุ์ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร

 2.  What is Electronic Jazz? การอบรมพิเศษและบรรยายจาก Saskia Laroo และ อาจารย์ดริน พันธุมโกมล สุดยอดมือเปียโนแจ๊สของเมืองไทย ในหัวข้อแนวร่วมสมัย เมื่อดนตรีแนวอิเล็กทรอนิกส์เริ่มมีอิทธิพลกับดนตรีแจ๊สปัจจุบัน

 3. “What’s Up Jazz!” The Introduction to Jazz ค้นพบความหมายที่แท้จริงของคำว่า “แจ๊ส” กับคณะวิทยากรจากประเทศเนเธอร์แลนด์ กับการอบรมบรรยายแนวสนุกสนานเชิงปฏิบัติการ เรียนรู้แจ๊สกับการเดินทางในอดีตจนถึงปัจจุบัน ความแตกต่างของแจ๊สและการปะทะคลี่คลายตัวระหว่างซาวนด์แนวคลาสสิกของยุโรป กับดนตรีของคนผิวสีที่นำมาสู่ Jazz ในปัจจุบัน

 4. “Jazz For Kids” with Little Louis ความรู้เบื้องต้นด้านดนตรีแจ๊ส สำหรับเยาวชนอายุ 6-14 ปี โดยมี “Little Louis” หรือ Louis Armstrong เป็นโมเดลของการเรียนรู้

 นี่คือตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ยังมีอีกสารพันกิจกรรมในงานนี้ที่คุณไม่ควรพลาด และที่สำคัญไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

 ในมุมมองของผม กิจกรรมเวิร์กช็อปไม่ควรหยุดที่ตัวนักดนตรี เพราะปัจจัยที่มีส่วนกำหนดความก้าวหน้าของวงการแจ๊สเมืองไทย ไม่ได้อยู่ที่นักดนตรีด้านเดียวเท่านั้น หากในอีกด้านหนึ่ง คือฐานะของผู้ฟัง

 กิจกรรมที่กล่าวมา จึงน่าจะเป็นประตูที่เปิดกว้างให้คนสนใจแจ๊สมีโอกาสทำความเข้าใจดนตรีแขนงนี้ได้มากยิ่งขึ้น

"อนันต์ ลือประดิษฐ์"