
ศิลป์แห่งแผ่นดิน - ซากกลางถนน
ชีวิตเอ๋ย...เจ้าช่างไม่แน่นอนเอาเสียเลย
เมื่อวานเป็นของฉัน...วันนี้เป็นของใคร พรุ่งนี้ใครจะรู้
เมื่อวานฉันสุข วันนี้ฉันทุกข์ เมื่อวานฉันร้อน วันนี้ฉันหนาว...ช่างไม่แน่นอนเอาเสียเลย
ชีวิตเอ๋ย...เจ้าจะอยู่กับฉันไปอีกนานแค่ไหน
ตอนนั้นฉันยังเด็ก ตอนนั้นฉันยังเยาว์ วันนั้นเป็นวันหยุด ฉันยังคงเที่ยวเล่นตามประสาเด็ก ฉันนั่งคุยกับเพื่อน เรานั่งอยู่หน้าบ้านฉัน บ้านฉันอยู่ติดถนนใหญ่ ฉันมองไปเบื้องหน้า รถราวิ่งไปมาเร็วไว ฉันสงสัย ทำไมหนอ มนุษย์ถึงได้เร่งรีบเพียงนี้ ฉันไม่เข้าใจ มนุษย์คิดดีแล้วหรือว่าความเร่งรีบที่ทำให้เขาได้เวลาเพิ่มมา กับความเสี่ยงที่จะทำให้มนุษย์ต้องเสียเวลาที่เหลือในชีวิตไป มันคุ้มกันแล้วหรือ
สัญญาณไฟจราจรยังคงสลับไปมาตามที่มันถูกกำหนดไว้ รถทุกคันต้องปฏิบัติตามกฎเหล่านี้ เพื่อความปลอดภัย แต่ทำไมหนอ ชายคนหนึ่งจึงถูกพรากชีวิต เพราะว่าเขาทำตามกฎที่เขาเชื่อว่าจะทำให้เขาปลอดภัย ไฟสีเหลืองสว่างขึ้นพร้อมกับการดับไปของไฟสีเขียว บางคนบอกว่า ไฟเหลืองหมายถึงการให้เตรียมหยุด แต่บางคนบอกว่าไฟเหลืองหมายถึงการให้รีบไป
สิ่งไหนกันหรือที่ถูก ฉันสงสัย แล้วทำไมมันถึงถูกล่ะ ฉันไม่เข้าใจ บางคนเชื่อตามคำที่ให้รีบไป พวกเขาต่างเร่งรถให้เร็วเพื่อให้ทันต่อสัญญาณไฟที่กำลังจะเปลี่ยน แต่บางคนเชื่อตามคำที่ให้เตรียมหยุด พวกเขาชะลอรถลงเพื่อหยุด บางครั้งก็ด่าพวกที่เร่งเครื่องรีบฝ่าไป แต่พวกเขารู้ได้อย่างไรกันล่ะ ว่าที่พวกเขาทำมันถูกแล้ว ไม่ใช่การเข้าใจไปเอง
ฉันไม่เข้าใจ ไฟสีเหลืองสว่างขึ้นไม่นาน มันก็ดับ พร้อมกับการสว่างขึ้นของไฟสีแดง รถบางคันก็ดันทุรังฝ่าไฟแดงไป ชายคนหนึ่งขับรถมอเตอร์ไซค์สีดำกลางเก่ากลางใหม่มาถึงในขณะที่สัญญาณไฟเป็นสีแดงพอดี เขาหยุดรถตามกฎที่เขาเชื่อ แต่สิบล้อคันหนึ่งก็พุ่งมาชนเขาจากด้านหลัง ใต้รถมีซากมอเตอร์ไซค์ และซากเจ้าของกระจัดกระจายไปทั่ว เลือดเนื้ออวัยวะกระเด็นเซ็นซ่านไปไกล ไทยมุงต่างพากันไปดูเหตุการณ์
ฉันข้ามถนนไป ฉันยังเยาว์นัก ฉันเห็นซากที่น่าสยดสยอง ฉันยังจำได้ ศีรษะของชายคนนั้นถูกรถสิบล้อทับจนเละ หมวกกันน็อกของเขาไม่ได้ป้องกันเขาให้พ้นจากความตาย แต่สิ่งที่ทำให้ฉันแทบสิ้นสติคือ ภาพของหัวใจที่กระเด็นออกมาจากร่างที่แหลก มันยังคงเต้นอยู่อย่างช้าๆ อ่อนล้า และไม่นานมันก็หยุดไป ฉันแทบเป็นลม ฉันยังเด็กนัก ฉันและเพื่อนรีบข้ามถนนกลับมา ฉันหมดแรง ฉันหวาดกลัว ฉันเศร้า และฉันไม่เข้าใจ ชายคนนั้นทำอะไรผิดหรือ เขาสวมหมวกกันน็อก เขาจอดรถตามสัญญาณ เขาไม่ได้ขับรถไว เขาทำตามกฎที่เขาเชื่อว่าจะทำให้เขาปลอดภัย แต่เขาตาย ถ้าหากเขาไม่ได้ปฏิบัติตามกฎนั้นล่ะ ถ้าเขาฝ่าไฟแดง เขาก็คงจะรอดใช่ไหม
ฉันไม่เข้าใจ ในเมื่อสิ่งที่เราคิดว่าถูก สิ่งที่เราเชื่อว่าถูก ไม่อาจคุ้มครองได้ แล้วฉันจะรู้ได้อย่างไร ว่าสิ่งไหนที่ถูก สิ่งไหนที่ฉันควรทำ ทำไมชายคนนั้นถึงตาย ฉันสงสัย เวรกรรมอย่างนั้น หรือโหดร้าย โหดร้าย และไร้เหตุผลเกินไป
ชีวิตเอ๋ย...เจ้ามีอยู่เพื่ออะไร
แล้วมนุษย์ต้องมีชีวิตอยู่ไปทำไมกันหนอ
ชีวิตเอ๋ย...เจ้าโหดร้ายเกินไป เจ้าทำให้มนุษย์เศร้า เจ้าทำให้มนุษย์ร้องไห้
แต่มนุษย์ยังคงต้องมีชีวิต ยังต้องดิ้นรนให้อยู่รอดต่อไป
มนุษย์จะมีชีวิตอยู่ไปทำไมนั้น ฉันคิดว่าทุกคนต่างมีคำตอบอยู่แล้ว แม้มันจะไม่ใช่คำตอบเดียวกันก็ตาม ฉันคิดว่าฉันเข้าใจ...
เรื่อง “ซากกลางถนน” ที่ท่านผู้อ่านเพิ่งอ่านจบไปนี้ เป็นผลงานเขียนของ นายวิกรม ภู่จันทร์ ชั้น ม.5 ร.ร.พิษณุโลกพิทยาคม เขียนขึ้นในการอบรม “การอ่านสู่งานเขียนวรรณกรรม” ที่จัดโดยศูนย์ภาษาไทย ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา ภาคเหนือ จ.พิษณุโลก เมื่อ 3-4 กันยายน ที่ผ่านมานี้
ผมรู้สึกประทับใจ การอบรมครั้งนี้มาก เด็ก (หนุ่ม, สาว) จากหลายโรงเรียน (มัธยม) อาทิ จ่านกร้อง, จุฬาภรณ์ฯ, เฉลิมขวัญสตรี มารวมตัวกันเพื่อ “ฝึกเขียน” แต่ละคน (ที่ผ่านการคัดเลือกมา) เขียนเรื่องสั้นๆ คนละหนึ่งเรื่อง และออกมาอ่านเรื่องของตนให้เพื่อนๆ ฟัง น่ายินดีที่ทุกคนเขียนได้ดี และทางเตรียมอุดมภาคเหนือ “เจ้าภาพ” ได้จัดพิมพ์รวมเล่มเอาไว้ด้วย
มีหลายเรื่องทำให้อมยิ้ม บางเรื่อง สนุกและขบขันเข้าขั้น “สหัสคดี” จนต้องหัวเราะ “ขำกลิ้ง" แต่บางเรื่องก็เศร้าเสียจนหลายคนน้ำตาคลอ มีบางคนน้ำตาไหลพรากเอาเลย แม้แต่ตัววิทยากร คือ กระผมเองยังต้องสะกดกลั้นน้ำตาอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้ “เสียฟอร์ม” อย่างเช่นเรื่อง “สิ่งไม่คาดฝัน” ของ “ฟ้าคราม” นามปากกาของ น.ส.ศศิธร สังข์นาค ชั้น ม.4 เตรียมอุดมศึกษาภาคเหนือ
ผมขอลงเรื่อง “ซากกลางถนน” ของ วิกรม ภู่จันทร์ ไว้ในคอลัมน์ “ศิลปะแห่งแผ่นดิน” ฉบับนี้ ถือว่าเป็น “ก้าวแรก” ของชายหนุ่มคนหนึ่งก็แล้วกัน
"ศักดิ์สิริ มีสมสืบ"



