บันเทิง

คิดสวนทาง - การเรียนรู้สู่ปัญญา

คิดสวนทาง - การเรียนรู้สู่ปัญญา

14 ก.ย. 2553

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือที่รู้จักกันในชื่อย่อว่า สสส. ได้จัดให้มีการประกวดการแต่งเพลง โดยมีเป้าหมายให้เยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นนิสิตนักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย หันมาแต่งเพลงที่มีเนื้อหาในเชิงสร้างสรรค์สังคมขึ้นอีกครั้งหนึ่งเป็นปีที่

  ในการนี้ มีกลุ่ม "สลึง” เป็นผู้ประสานงานและจัดกิจกรรมต่างๆ ขึ้น หนึ่งในกิจกรรมนั้นก็คือ การสัมมนาเชิงปฏิบัติการในเรื่องทักษะการแต่งเพลง เพื่อให้ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามาร่วมโครงการได้รับความรู้ในเรื่องการแต่งเพลงเพิ่มขึ้น จึงให้ผมเป็นคนวางรูปแบบการสัมมนาและเชิญวิทยากรที่มีชื่อเสียงและมีประสบการณ์ในวงการดนตรีในบ้านเรามาให้ความรู้ในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแต่งเพลง โดยเฉพาะการทำความเข้าใจและการให้มีความตระหนักถึงเป้าหมายของการจัดการสัมมนาในครั้งนี้

 ผมได้เป็นผู้กล่าวเปิดเพื่อทบทวนวัตถุประสงค์ของการสัมมนา และที่น่าดีใจสำหรับตัวผมเองก็คือ ผมได้พูดเรื่องที่ผมไม่ได้เตรียมมาเพื่อจะพูด เมื่อมองบรรยากาศรอบๆ ห้องแล้ว ผมก็รู้สึกดีใจที่ได้กลับมาทำงานนี้อีก

 คำว่างานนั้น สำหรับเหตุการณ์ความผันผวนทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ผ่านมา มีผลโดยตรงต่ออาชีพการเป็นนักดนตรีของผมและของเพื่อนเป็นอย่างมาก การได้มีงานทำทำให้ชีวิตมีความหมายมากขึ้น จึงได้กล่าวขอบคุณ สสส.ที่ให้เราได้ทำงานนี้อีกครั้งหนึ่ง แต่ก็คงต้องเป็นผลมาจากการกระทำกรรมดีของเราเมื่อครั้งก่อน ทำให้ได้รับความไว้วางใจให้ทำงานนี้อีกครั้งหนึ่ง และก็หวังว่าจะมีอีกเป็นครั้งต่อๆไป

 อยู่ดีๆ ผมก็เริ่มว่า “รู้ไหมว่า จริงๆ แล้วเราไม่ได้อยากเป็นแบบฝรั่งกันหรอก” ผมได้เล่าถึงการที่ ”พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” และ “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ต้องทรงปรับปรุงประเทศในเกือบทุกๆ ด้าน รวมไปถึงขนบธรรมเนียมการแต่งกาย การเข้าสมาคม การกินการอยู่ ที่อยู่อาศัยให้เป็นไปตามแบบวัฒนธรรมของตะวันตก ก็เพราะเขามีอำนาจทางการทหารเหนือกว่าเรามาก และก็ไม่ใช่เราประเทศเดียวที่ถูกกดดันข่มขู่ต่างๆ นานา แต่โดนกันหมดทั้งทวีปเอเชีย และที่อื่นๆ อีกทั่วโลก และถ้าไม่ให้ในสิ่งที่เขาเรียกร้องเขาก็จะยึดครองประเทศเราเสียเลย ตัวอย่างก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไปว่า ในที่สุดก็ต้องตกเป็นเมืองขึ้นของเขา ประเทศเราจึงโชคดีที่ด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่านทั้งสอง เราจึงหลุดรอดจากการล่าเมืองขึ้นของฝ่ายตะวันตกมาได้ โดยยอมเสียส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่เอาไว้

 เล่าต่อไปว่า ขณะที่ ”พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” เสด็จพระราชดำเนินไปเยือนประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปนั้น พระองค์ท่านทรงคิดถึงเมืองไทยเป็นอย่างมาก โปรดเกล้าฯ ให้จัดส่งแผ่นเสียงที่บันทึกการขับเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนและเรื่องอื่นๆ ไปถวายเพื่อเป็นเครื่องบรรเทาความคิดถึงบ้าน

 ต่อมา ”สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนครสวรรค์วรพินิจ” ทรงนำเครื่องแตรวงของตะวันตกมาดัดแปลงใช้บรรเลงเพลงไทยเดิม กลายมาเป็นวง ”โยทวาธิต”

 ในสมัยกรมโฆษณาการ ครูเอื้อ สุนทรสนาน ก็นำเพลงไทยเดิมมาใส่คำร้องเรียกว่า ”เนื้อเต็ม” เล่นประกอบกับวงบิ๊กแบนด์ของฝรั่ง ผสมผสานกับเครื่องเคาะจังหวะของอเมริกาใต้ ที่ได้รับอิทธิพลมาจากวง “ซาเวียคูกัส” บวกลบคูณหารกันแล้ว กลายออกมาเป็นเพลงไทยของเราที่เป็นวัฒนธรรมรับใช้ให้ความบันเทิงและความสนุกสนานกับสังคมไทยมานานปี ในนามของวง “สุนทราภรณ์”

 ผมเล่าให้ฟังต่อว่า เมื่อผมเรียนอยู่ชั้นปีที่หนึ่ง ที่ "มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ได้มีโอกาสเรียนวิชา “อารยธรรมไทย” กับท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ตอนหนึ่งท่านกล่าวไว้ว่า การที่เราจะวิ่งไล่ตามเลียนแบบชาติตะวันตกที่มีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากกว่าเรานับเป็นร้อยปีนั้น วิ่งอย่างไรก็วิ่งไม่ทัน ทำไมเราไม่หันมามองว่า ของดีของเราก็มีมากมาย น่าจะหันมาปรับปรุงหรือนำไปผสมผสานกับของเขาให้กลายมาเป็นวัฒนธรรมของไทยได้ แล้วท่านก็ยกตัวอย่างเรื่อง ”ช้อนกับส้อม” ที่เป็นของตะวันตกที่เรานำมาใช้ประยุกต์จนกลายเป็นของเรา ที่ฝรั่งใช้ไม่เป็นไปแล้ว

 ที่เล่าไปทั้งหมดก็คาดหวังว่าคนรุ่นใหม่ควรจะรู้จักเลือกรับเอาวัฒธรรมตะวันตก และแม้ในปัจจุบันนี้ได้พัฒนาไปเป็น เจป๊อป และเคป๊อป ซึ่งเป็นของชาวเอเชียด้วยกันไปแล้วก็ตาม ทำอย่างไรเราจะสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาและยังคงรักษาเอกลักษณ์ความเป็นไทยของเราคงอยู่ได้

 ก็คิดแต่เพียงหว่านเมล็ดทิ้งไว้ จะให้งอกกลายเป็นต้นขึ้นมา ก็ต้องรดน้ำพรวนดิน ใส่ปุ๋ย บำรุงรักษา กว่าจะกลายเป็นไม้ใหญ่ออกลูกออกผลได้ ก็ต้องใช้เวลา และต้องให้ความสำคัญว่า อาจเป็นถึง “วาระแห่งชาติ” ก่อนที่เยาวชนของชาติจะถูกเขากลืนลงกระเป๋าไป

"จิรพรรณ อังศวานนท์"