
คมเคียวคมปากกา - ตีสนิทกวีซีไรต์ ๒๕๕๓
เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๓ แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๙
เดิมเตรียมเขียนเล่าเรื่องเพลงชุด “สุดปลายปีกฝัน” ของ ทนง โคตรชมภู และเพื่อนๆ พอดีมีเรื่องซีไรต์ผ่านหน้ามา จำต้องคว้านำมาเล่าก่อนให้เข้ากระแส (ถือโอกาสโฆษณาครูทนงล่วงหน้าด้วย)
เป็นที่รู้กันแล้ว ผู้ชนะซีไรต์ปีนี้ ได้แก่ ซะการีย์ยา อมตยา จากรวมบทกวีกลอนเปล่า “ไม่มีหญิงสาวในบทกวี” เป็นเล่มเดียวใน 6 เล่มที่เข้ารอบ ซึ่งผมยังหาอ่านไม่ได้ แต่ก็เป็น 1 ใน 3 เล่มที่แอบคาดไว้
ซะการีย์ยา หรือ เช ปุถุชน เราคุ้นเคยกันในแวดวงกวี คุ้นเคยที่หัวใจ ไม่ถึงคลุกคลีตีโมงกัน เขาเคยเชิญผมไปอ่านบทกวีในงานที่เขามีส่วนร่วม หรือเคยนำพาเพื่อนกวีหนุ่มสาวไทยโพเอ็ตฯ ไปเยี่ยมผมถึงบ้านไผ่ ขอนแก่น ตอนนั้น เคี่ยว โคมคำ เนชั่นสุดสัปดาห์ เป็นผู้อำนวยการเดินทาง นั่งรถไฟไปกัน นัดกันประมาณตีห้า ผมตื่นแต่ตีสี่ไปรอรับ ตามหาจนตีเจ็ดหรือตีแปดนั่นแหละ พวกเขาจึงปรากฏตัวให้เห็น (รถเสียเวลาหลายชั่วโมง) กินข้าวปลากาแฟ อาบน้ำ พักผ่อน แล้วเขาก็ขอให้ผมอ่านบทกวีผ่านโน้ตบุ๊ก เพื่อนำไปโพสต์ลงยูทูบ ถือเป็นการอ่านบทกวีที่แปลกและทันสมัยเท่าที่ผมเคยอ่านมา บทกวีซึ่งผมหยิบมาอ่านเท่าที่ค้นได้เฉพาะหน้าคือ “โปรดสัญญาว่าเราจะพรากจากกัน” แต่งไว้เมื่อปี 2545 ตอนสงครามอิรัก
โดยส่วนตัวผมชอบอ่านและแต่งบทกวี ทั้งแบบร้อยกรองและร้อยแก้ว หรือทั้งฉันทลักษณ์และกลอนเปล่า อยากจะเรียก “กลอนเปล่า” ว่าเป็น “ฉันทลักษณ์สมัยใหม่ชนิดหนึ่ง” ด้วยซ้ำ (ไม่ชอบใช้คำว่า “ไร้ฉันทลักษณ์” เพราะเกรงจะแปลได้ว่า “ไร้ลักษณะอันน่าพึงใจ” อันว่า “กลอนเปล่า” นั้น ย่อมมี “ลักษณะอันน่าพึงใจ” ของมัน) ที่ผ่านมา บทกวีของผมมีทั้งลักษณะร้อยกรองและลำนำร้อยแก้ว เพราะผมชอบหัวใจของศิลปะการประพันธ์ ส่วนที่มีผลงานรูปแบบร้อยกรองมากกว่าอย่างอื่น ก็เพราะหลงใหลในท่วงทำนองดนตรีของมัน และก็เขียนมันอย่างเป็นอิสระ มีความสุข ไม่ได้ถูกบังคับจนดิ้นไม่ได้
เมื่อผมมีโอกาสได้เป็นกรรมการตัดสินบทกวี หลายสนามการประกวดก็เปิดกว้างให้แก่กลอนเปล่า และหลายครั้งกลอนเปล่าก็ชนะเลิศ เช่น เตือนจิต นวตรังค์ ชนะเลิศจากสนามนายอินทร์อวอร์ด
กล่าวถึง ซะการีย์ยา อมตยา ชีวิตเราราวโชคชะตานำพาให้พบเรียนรู้กัน ส่วนตัวหรือส่วนแวดล้อมเขาจะเป็นอย่างไร ผมมิอาจล่วงรู้หรือก้าวล่วงอื่นใด แต่เจอกันแล้วรู้สึกถึงมิตรภาพพี่น้อง ทั้งที่เรานับถือคนละศาสนา เขาเกิดแถวสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมเกิดแถวสามจังหวัดชายแดนภาคอีสาน
เชื่อไหมครับ...หน้าตาเราคล้ายกันหรือเปล่า จึงมีการขึ้นป้ายไวนิ่ลต้อนรับนักเขียนผิด?
ปลายกรกฎาคมที่ผ่านมา สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เชิญผมกับ ไพฑูรย์ ธัญญา ไปพบนักอ่านที่หอสมุด สองซีไรต์เก่าผ่านมา ผู้อ่านยังคงเนืองแน่น (555) แต่ตอนเดินไปยังบริเวณงานนั้น ผมสะดุ้งเมื่อเห็นรูปตัวเอง เหมือนจะใช่ เหมือนจะไม่ใช่ ดูไปดูมาตรงหน้าผม...เชนี่หว่า? (เมื่อก่อนผมไว้หนวดเคราคล้ายเขา) ก่อนพูดคุยกับผู้อ่านหลังไหว้ครูเสร็จ ผมถือโอกาสแซวผู้จัดงานแบบขำๆ ไปขุดค้นหาจากช่องไหนนี่? ได้ฮากันพอสมควร เรื่องของเรื่องก็คือ สื่อสิ่งพิมพ์บางฉบับเคยลงรูปเราสลับชื่อกัน พอค้นหาจากกูเกิล ก็เลยมีข้อมูลคลาดเคลื่อนนี้ปรากฏออกมาด้วย (ใครค้นหารูปมาใช้ยามนี้ ดูดีๆ เด้อ) แต่คนที่พูดเล่นๆ กับผมวันนั้นก็คือ ไพฑูรย์ ธัญญา เขาว่า “ไม่ใช่เชจะได้ซีไรต์รึ?”
กล่าวย้อนไปก่อนนี้อีกหลายปี การประกวดหนังสือบทกวีทำมืออินดี้บุ๊คอวอร์ด ผมเป็นกรรมการร่วมกับเพื่อนจำนวนหนึ่ง ปีนั้น โกสินทร์ ขาวงาม ชนะเลิศ ซะการีย์ยา อมตยา ชมเชย ถึงปีนี้ โกสินทร์จาก “เมืองในแสงแดด” และ ซะการีย์ยาจาก “ไม่มีหญิงสาวในบทกวี” โคจรมาพบกันอีกในวงการกวีที่ไม่เล็กไม่ใหญ่นี้ แม้โกสินทร์เป็นน้องชายของผม แต่เมื่อผลการตัดสินออกมาเช่นนี้ ก็ต้องยอมรับกติกาและร่วมแสดงความยินดีกับผู้ชนะเลิศ ก่อนที่สังคมจะได้พูดคุยวิพากษ์วิจารณ์กันต่อไป ทั้งในวงเล็กและวงกว้าง แม้หนังสือที่ตกรอบแรก แม้หนังสือที่เข้ารอบแล้วหลุดรอบ แม้หนังสือที่ออกมาแบบไม่ส่งประกวด ก็พึงได้รับการเหลียวแลพูดคุยกันตามสมควร วงการกวีไม่เล็กไม่ใหญ่ เห็นแต่หน้าพี่ๆ น้องๆ กันทั้งนั้น
บังเอิญอีกนั่นแหละ ก่อนปลายเดือนนี้ ผมรับปาก ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ ไปร่วมงานของดีเมืองนราฯ พร้อมกับ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และ วงคันนายาว บางที...ผมอาจจะได้พบกับ เช ชาวนรา...
ครับ คำว่า “ตีสนิท” นี้ เมื่อปี 2538 จำลอง ฝั่งชลจิตร เคยใช้เขียนถึงผมในนิตยสารเล่มหนึ่งที่เขาเป็นบรรณาธิการ (ทั้งที่เราสนิทกันมาก่อนแล้ว) มาถึงปีนี้...ผมจึงขอยืมคำของพี่จำลองมาใช้อีกครั้ง !
"ไพวรินทร์ ขาวงาม"



