
กวนเพลงให้น้ำใส - ศิลปินภายใต้อาณัติใหม่ จากค่ายเพลงสู่ค่ายเบียร์
หลายคนบอกว่า วงการเพลงไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อและน่าติดตามความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง ดังสะท้อนจากการจัดระเบียบใหม่ที่ติดตามมาหลังการล่มสลายของยอดขายซีดี ต่อเนื่องด้วยการชูธง แสดงสด เป็นทางออกในการอยู่รอดของศิลปิน
ในยุคสมัยที่ยอดขายซีดีตกต่ำลง จนอัลบั้มเปลี่ยนสถานะจาก “สื่อผลิตซ้ำ” ที่ผลิตเพื่อขาย มาเป็น “หลักฐานอ้างอิง” ต่อสไตล์ดนตรีของวงว่ามีแนวทางเช่นใด (เพื่อใช้ต่อยอดงานในอนาคต) คำถามที่น่าสนใจก็คือ แล้ว “ค่ายเพลง” ยังจะมีบทบาทอย่างไรต่อไป
ค่ายเพลงหลายแห่งปรับตัว หันมาเน้นหนัก “บริหารจัดการ” ศิลปิน ขณะที่ยังมีค่ายเพลงบางส่วนดำเนินบทบาทเดิม นั่นคือเป็นเพียงช่องทางการขายสินค้าดนตรีแบบเก่า ทั้งที่โลกก้าวไกลไปมากแล้ว
ทุกวันนี้ที่ศิลปินสามารถสื่อสารกับแฟนเพลงได้โดยตรงผ่าน “โซเชียล เน็ตเวิร์กกิ้ง” คำถามคือศิลปินยังต้องการ “ค่ายเพลง” มาทำหน้าที่ใดให้ตนอีกหรือ ? โดยเฉพาะเมื่อบุคลากรของค่ายเพลงทุกวันนี้ หาได้มีความรู้สึกลึกซึ้งเพียงพอที่จะ “บริหารจัดการ” ศิลปินเฉพาะทางต่อไปได้
วันก่อน “เมลโลว์ โมทิฟ” ศิลปินแจ๊สหน้าใหม่ที่มียอดขายราว 8 พันชุดจากอัลบั้มชุดแรก (ซึ่งนับว่าไม่ธรรมดาสำหรับแนวเพลงลักษณะนี้) เปิดตัวอัลบั้มชุดที่ 2 ในชื่อ “สบายดี” โดยเป็นกิจกรรมที่ศิลปินดำเนินการเองทั้งหมด ค่ายเพลงต้นสังกัด คือ “วอร์นเนอร์ มิวสิค” แทบไม่ได้มีส่วนร่วมใดๆ เลย
ผมคิดว่า ถึงเวลานี้ ศิลปินจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มอินดี้ทั้งหลาย ที่มีความสามารถของตนเอง ตั้งแต่การโปรดิวซ์ การผลิตงาน เรื่อยไปจนถึงการวางแผนกิจกรรม และการส่งเสริมการตลาด อาจจะไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้อาณัติของค่ายเพลงอีกต่อไปแล้ว
ยุคสมัยกำลังเปลี่ยนไป
แต่สิ่งที่ติดตามมาในเวลานี้ และน่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้น คือเมื่อยอดขายซีดีเพลงมิใช่คำตอบ และทางออกของศิลปินคือการแสดงสด เราพบว่าผู้ยึดกุม “ช่องทาง” ในการแสดงสด โดยเฉพาะกิจกรรมดนตรีกลางคืน ไปจนถึงคอนเสิร์ตใหญ่น้อย กำลังเป็นผู้ผลิตน้ำเมารายต่างๆ โดยเฉพาะ “เบียร์” ที่มีการแข่งขันกันอย่างสูง
ทุกวันนี้ อาจจะกล่าวได้ว่า ในหลายๆ เงื่อนไข “ค่ายเบียร์” กำลังมีบทบาทต่อชะตากรรมความเป็นไปของศิลปินมากยิ่งกว่า “ค่ายเพลง” ด้วยซ้ำไป ดังเห็นได้จากการจัดซื้อจัดจ้างศิลปินให้ไปแสดงสดตามเวทีส่งเสริมการขายที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
ค่ายเบียร์แห่งหนึ่ง ควักงบ 200 ร้อยล้านซื้อการแสดงจากค่ายเพลงแห่งหนึ่งเป็นพันโชว์ !
เมื่อค่ายเบียร์แข่งขันกันหนัก ทำให้มีการใช้เม็ดเงินเลือกเฟ้นศิลปินให้มาแสดงมากขึ้น แนวโน้มจึงนำไปสู่การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบ่งค่าย โดยเงื่อนไขที่ค่ายเบียร์มอบข้อเสนอที่ “ยากจะปฏิเสธ” ให้แก่ศิลปิน ก็คือการซื้อโชว์แบบเหมาโหล เพื่อแลกกับการแสดงภายใต้ “ตรา” ของตนเองเท่านั้น
ศิลปินบางรายเข้มแข็ง พอจะต่อรองได้บ้าง แต่มีศิลปินอีกไม่น้อยเห็นว่า พวกเขามีทางเลือกไม่มากนัก ในเมื่อต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการแสดงดนตรี การมีงานทำย่อมดีกว่าไม่มีงานทำ
ทว่าในความเป็นจริง การซื้อโชว์แบบเหมาโหลของค่ายเบียร์ มิได้ส่งผลดีต่อวงการเพลงเลยแม้แต่น้อย
เพราะศิลปินขาดอิสระในการนำเสนอผลงาน บ่อยครั้งศิลปินต้องแสดงในพื้นที่ที่ลักลั่น ไม่เหมาะสม แฟนเพลงบางกลุ่มต้องดูวงบางวงที่ไม่ปรารถนาจะดู เพราะสืบเนื่องมาจากการซื้อแบบ “เหมาโหล” ที่ค่อนข้างมองข้ามรายละเอียดต่างๆ ไป ดังกรณีให้วงบางวงไปเล่นในผับบางแห่งที่ไม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย เป็นต้น
ประเด็นของเรื่องนี้เกิดขึ้นจากกลไกการตลาดของอุตสาหกรรมดนตรีผิดเพี้ยนไป แทนที่จะปล่อยให้ความสัมพันธ์ระหว่างวงดนตรีกับแฟนเพลงเกิดขึ้นแบบธรรมชาติ จนกลายมาเป็นความรักความศรัทธา ทุกวันนี้ ผู้บริหารของค่ายเพลงกลายมาเป็นคนส่วนน้อยที่ชี้นำรสนิยมความเป็นไปของคนทั้งประเทศ !
อนิจจาน่าเศร้าใจ เปลี่ยนจาก “ค่ายเพลง” ศิลปินไทยยังต้องก้าวมาอยู่ภายใต้อาณัติ “ค่ายเบียร์” อยู่ดี
"อนันต์ ลือประดิษฐ์"



