
มองผ่านเลนส์คม - มุสลิมหนุ่ม "ซะการีย์ยา" ม้ามืด ส่ง "กลอนเปล่า" ซิวซีไรต์ !!
พลันที่คณะกรรมการตัดสินรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน ปี 2553 หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า "ซีไรต์" ได้ประกาศให้กวีนิพนธ์เล่ม "ไม่มีหญิงสาวในบทกวี" ของ ซะการีย์ยา อมตยา ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม ก็ได้ยินเสียงต่างๆ มากมาย
การตัดสินให้ "กลอนเปล่า" หรือบทกวีไร้ฉันทลักษณ์ ได้รับรางวัลครั้งนี้ แสดงนัยสำคัญทีเดียว
เพราะเป็นการเปิดกว้าง และเห็นถึงความ "ใจถึง" ของคณะกรรมการชุดนี้ เพราะเท่าที่ผ่านมายังไม่พบปรากฏการณ์ที่กลอนเปล่าจะฝ่าด่านหินมาถึงรอบลึกได้ถึงขนาดนี้
แค่ในปี 2535 ที่ ศักดิ์สิริ มีสมสืบ ส่ง "มือนั้นสีขาว" กวีนิพนธ์น้ำเสียงแปลกแปร่งจากความคุ้นชิน ก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่พักใหญ่ แต่ในที่สุดก็พิสูจน์ตัวเองได้อย่างสง่าผ่าเผยมาจนถึงทุกวันนี้
มาปีนี้ เสียงจากวงนอกที่ได้ยิน มีทั้งการแสดงความชื่นชม และน้ำเสียงที่ปนความประหลาดใจ
เพราะไม่เพียง "ไม่มีหญิงสาวในบทกวี" จะเป็นกวีนิพนธ์เล่มแรก ของ ซะการีย์ยา มุสลิมหนุ่มวัยเพียง 30 ต้นๆ เท่านั้น ทว่ายังเป็นม้านอกสายตาของใครต่อใครอีกด้วย
คณะกรรมการให้เหตุผลว่า แม้จะเป็นงานกวีที่ไร้ฉันทลักษณ์ แต่ก็มีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง
"ไม่มีหญิงสาวในบทกวี" เป็นกวีนิพนธ์นำเสนอภาพและแนวคิดเพื่อการดำรงและดำเนินชีวิตอย่างสันติสุข ที่ผสมผสานวรรณศิลป์ ปรัชญาและศิลปะเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน
ฟังดูแล้ว แม้ไม่มีจังหวะของฉันทลักษณ์ แต่เขาก็สามารถวางจังหวะคำกวีได้อย่างทรงพลังทีเดียว
ดิฉันได้พบ ซะการีย์ยา หรือ "น้องเช" ตามงานวรรณกรรมบ่อยๆ และทุกครั้งที่เขาลุกขึ้นอ่านบทกวีที่แต่งเอง เขาจะมีองค์ หรือ "แอ็กชั่น" เต็มที่ และทุกคนจะได้เห็นความตั้งใจและจริงใจของเขาอย่างเต็มพลัง
เพราะสิ่งที่เขาพูดและแสดงมันคือ "สากล"
เขาไม่ได้พูดเฉพาะแค่ "แดนด้ามขวาน" ตามถิ่นเกิด ที่เทือกเขาบูโด จ.นราธิวาส เท่านั้น
การที่สนใจงานเขียนของกวีต่างประเทศ ทำให้เขาคิดนอกกรอบและไกลกว่าพิกัดที่เขาดำรงอยู่
จึงไม่แปลกใจที่จะรู้ว่าเขาเป็นผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ www.thaipoetsociety.com เพื่อให้เป็นชุมชนทางเลือกสำหรับผู้นิยมชมชอบงานเขียนบทกวีแห่งแรกและแห่งเดียวในเมืองไทย
พูดง่ายๆ ว่าเขาสร้างอาณาจักรของกวี รวมทั้งเป็นพื้นที่ของตัวเอง
กวีที่ทำให้เรารู้สึกถึง "ตัวตน" ที่เป็นหนึ่งเดียวกับ "งานเขียน" นั้นมีไม่มากนัก
และ "ซะการีย์ยา" คือหนึ่งในจำนวนคนกลุ่มน้อยๆ นั้น
" นันทพร ไวศยะสุวรรณ์"



