
หนัง(โฆษณา)ของผี และการเดินทางของสิงห์
การเดินทางของสิงห์เบียร์สำหรับทริปแมนฯ ยูฯ และเชลซีที่ผ่านมา ย่อมเป็นคนละการเดินทางของ "บัดไวเซอร์" และไม่เหมือนกันเลยกับการรอนแรมไปอังกฤษของแบรนด์ที่พยายาม "สร้างเนื้อสร้างตัว" อย่าง "สเมอร์นอฟฟ์"
แง่มุมความคิดนี้ ดูจากได้จาก meaning ที่ออกมาในหนังโฆษณาที่อยู่ในงานแถลงข่าวที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อบ่ายแก่ๆ วันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา หนังโฆษณาซึ่งถูกฉายในสื่อไปแล้วบางพื้นที่ (ดูได้จากเว็บไซต์บางแห่ง) สะท้อนได้ดีถึงการพยายามจะไปข้างหน้าของ "สิงห์เบียร์" สีทองอร่าม ที่ไม่ใช่สีบลูๆ แบบเชลซี
ผมสนุกสนานกับการไปรายงานข่าวฟุตบอลและวัฒนธรรมใน entertainment และ lifestyle หลายๆ ครั้ง เพราะแต่ละทริปที่ออกเดินทาง ล้วนมีบางสายตาที่ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ดีเสมอ ล่าสุดได้รับเกียรติจากสิงห์เบียร์ในฐานะแฟนพันธุ์แท้แมนฯ ยูฯ ที่บ้าผีแดงสุดขีด แถมยัง "หมกมุ่นต่อเนื่อง" ยาวนานกว่า แฮร์รี่ พอตเตอร์ 7 ภาค และความบ้านั้นมี "ขนาดที่ใหญ่" กว่าเรือ titanic หลายเท่า
สิงห์เชิญผมไปดูการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ และพบปะพูดคุยกับนักบอลแมนฯ ยูฯ หลายคน รวมทั้งผู้บริหาร และแน่นอนคนที่เราต้องหาช็อตว่างเข้าไปคุยเองอย่าง เซอร์อเลกซ์ เฟอร์กูสัน ซึ่งเป็น "บิดาแห่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด" (มีเรื่องตลกอยู่บ้าง) ผมเอาเสื้อเก่าเก็บของแท้ปี 1975 และรูปถ่ายร่วมปี 1987 ตอนเฟอร์กี้มาไทยครั้งแรกและถ่ายรูปกับผมเมื่อ 24 ปีที่แล้ว เฟอร์กี้ออกอาการทึ่งและเซ็นอย่างอารมณ์ดีลงบนภาพถ่าย (มุกนี้คุณบอย ฉัตรชัย ผู้บริหารสิงห์ยุผมเอง) และยังเซ็นเสื้อให้อีก 2 ตัวพร้อมพ็อกเก็ตบุ๊ก
อันที่จริงผมเคยเจอเฟอร์กี้แล้ว 3 ครั้ง แถม 1 ใน 3 ยังเป็นการสัมภาษณ์เดี่ยวๆ ที่แคร์ริงตัน เพราะปี 2008 ถูกเชิญจากไทยคนเดียวไปสัมภาษณ์เขา ถือเป็นความภาคภูมิใจแก่วงศ์ตระกูล
แต่ในทริปล่าสุดที่ไปกับสิงห์ แง่มุมที่ได้เห็นจากหนังโฆษณาก็คือ message ของคำว่า the spirit of champions ที่ความหมายของมัน เดินทางร่วมไปกับแบรนด์ใหญ่ยักษ์อย่างแมนฯ ยูฯ แถมเป็นการเดินทางทั้งความหมายของ travel และ journey
กล่าวคือ เดินทางทั้งแบบ "เตร็ดเตร่โต๋เต๋" และแบบ "มีจุดหมายปลายทาง"
เหมือนนักดื่มที่อยู่ในวงเพื่อนและเดินไปกินไปในพาร์ค
ผมเคยเขียนใน GM และโฟนอินรายการเฮียสรยุทธ สุทัศนะจินดา และเฮียกนก รัตน์วงศ์สกุล อยู่หลายครั้งแล้วว่า โลกของการตลาดหรือแม้แต่วัฒนธรรมลูกหนังยุคใหม่นั้น ไม่ได้เป็นเรื่องของพื้นที่เฉพาะของแบรนด์อีกต่อไป มีแต่คนที่โง่งมเท่านั้นที่คิดว่าฟุตบอลเป็นแค่เรื่องฟุตบอล เพราะในการตลาดยุคทวิตเตอร์ ทุกวัฒนธรรมล้วนเกี่ยวข้องกันและมีไลฟ์สไตล์เข้ามาเกี่ยวข้องกัน
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ไทยเราจะมีแบรนด์อย่างสิงห์ไปเกี่ยวก้อยหมั้นหมายกับแบรนด์อินเตอร์อย่างแมนฯ ยูฯ
วันก่อนผมจัดรายการไลฟ์สไตล์ฟุตบอล four four two weekend มีแฟนบอลถามว่า สิงห์ต้องการไปจับมือกับแมนฯ ยูฯ เพราะหนีกฎกติกาอ่อนไหวของสังคมไทยใช่ไหม อีกวันก็มีทีวีมาสัมภาษณ์เรื่องนี้
ถ้าตอบแบบตื้นๆ ก็น่าจะใช่ แต่ถ้าลองถอยออกมาวิเคราะห์ และมองอะไรให้ลึกสักหน่อย คุณจะพบว่าเกมที่สิงห์โดดลงไปเล่นกับเชลซีนี้ น่าจะมีอะไรมากไปกว่าการเบื่อกติกาหรือหนีกฎหมาย จนเมื่อคลี่ไพ่แต่ละใบออกมาแล้ว เราจะพบว่า มันเกือบจะเป็น "สาร" ที่เบาบางที่สุด
บ่าย 4.15 น. วันที่แมนฯ ยูฯ ลงขยี้ขุนค้อน เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (คำว่าขุนค้อนมาจากวัฒนธรรมคนงานในโรงงาน ทีมีนักบอลของทีมนี้มารวมตัวเตะบอลกันในยุคแรกเริ่ม) ผมเห็นแฟนแมนฯ ยูฯ หลายคนยืนซดสิงห์ตรงลานใต้อัฒจันทร์โอลด์ แทรฟฟอร์ด ผมยังเอา BB ถ่ายรูปไว้ว่าบางคนทั้งเหน็บทั้งหนีบ ตอนนั้นผมไม่ได้สนใจว่าเบียร์อะไรจะเป็นอย่างไร แต่ผมชิ่งออกมาสังเกตการณ์ว่า แรงตอบรับของคนอังกฤษซึ่งมีวัฒนธรรมที่แข็งแรงด้านการดื่มแบบหนึ่งนั้น
จะยอมให้แบรนด์อย่างสิงห์ฝ่าวงล้อมเข้าไปอยู่ในมือ และอยู่ในการดื่มแค่ไหน ผลก็ปรากฏออกแล้วว่า พวกเขายอมรับ เพราะสิงห์ชนะ "แคนเนอร์ส" ในวันนั้นด้วยอัตรา 7-1
คำถามคือ นี่คือปรากฏการณ์ที่แบรนด์ไทยเข้าไปทลายกำแพง เหมือนที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน สิงห์ทำแบบเดียวกับเกาหลีใต้ใช่หรือไม่ บางท่านอาจจะไม่ทราบว่าเกาหลีไม่เคยเก็ทสิงห์เลย แต่พอแมนฯยูฯ หมั้นหมายกับสิงห์ไม่นาน กลายเป็นว่าสิงห์เข้าไปในอยู่มือ ในคอ ในท้องของคนเกาหลีเรียบร้อยแล้ว
ยังมีอีกหลายคำถามและสิ่งที่น่าเขียนถึงคือไลฟ์สไตล์แบบสิงห์ จะกลมกล่อมแค่ไหนกับวัฒนธรรมแมนฯ ยูฯ
แง่มุมนี้สามารถติดตามได้ใน "นสพ.กรุงเทพธุรกิจ" และรายการฟุตบอล four four two weekend
ส่วนแฟนๆ "คม ชัด ลึก" และรายการทีวี ที่อยากให้ผมเอาเสื้อร่วมพันตัว และเสื้อของแท้แมนฯ ยูฯ ตั้งแต่ปี 1968-2010 ออกมาโชว์ในรายการนั้น ผมขอติดดูก่อน
ไม่ได้กลัวสิงห์ หรือกลัวผีแดง
แต่กลัวโจรใจสิงห์หน้าแดงๆ เหมือนผี จะบุกมาที่บ้านน่ะสิ (ฮา)
"นันทขว้าง สิรสุนทร"
[email protected]



